วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 1 ปี 2026: จุดวัดใจ

เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 1 ปี 2026: จุดวัดใจ

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะ “Bottom Testing” หรือ “จุดวัดใจ” ท่ามกลางความหวังและความเสี่ยงที่สลับซับซ้อน

โดยแม้ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จะปรับตัวดีขึ้น ผลจากภาษีศุลกากรสหรัฐที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ภาคการผลิตยังคงเร่งตัว แต่สัญญาณเตือนก็เริ่มปรากฏชัดเจน การส่งออกจีนล่าสุดเริ่มหดตัวจากฐานสูงและอุปสงค์ที่ชะลอลง ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐชะลอชัดเจนจากกระบวนการ Soft Landing และผลกระทบจาก AI ที่ทำให้มีการปลดพนักงานเพิ่มขึ้น

แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในปี 2026 ในระดับใกล้เคียงกับปี 2025 แต่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างรุนแรงในครึ่งแรกของปี ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยในสหรัฐจะเริ่มชะลอลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรและการปิดรัฐบาล (Government Shutdown)

ขณะที่ยุโรปจะฟื้นตัวเล็กน้อย โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงดอกเบี้ยในระดับต่ำตลอดปี ส่วนญี่ปุ่นคาดเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้ง ขณะที่จีนจะชะลอลงจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้ภาครัฐที่สูงถึงสามเท่าของ GDP

นโยบายการเงินโลกกำลังเดินสวนทาง (Policy Divergence) ชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมและอีกครั้งในปีหน้าก่อนจะหยุดการลดดอกเบี้ยจาก 4 ปัจจัยสำคัญ

ได้แก่ (1) ตลาดแรงงานอ่อนตัวต่อเนื่อง (2) Government Shutdown ที่ทำให้ข้าราชการจำนวนมากถูกพักงานและอาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น (3) เงินเฟ้อแม้จะเร่งตัวแต่อยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ และ (4) คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำสุด ทำให้มีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง Fed ต่อเนื่อง

ด้านการคลัง สหรัฐเผชิญความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสถูกปรับลดเครดิต รวมถึงอังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงวิกฤติการคลังในปี 2026

ด้านเศรษฐกิจไทย ในไตรมาสสามขยายตัวที่ 1.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดแต่ใกล้เคียงกับที่ผู้เขียนคาดที่ 1.0% ต่อปี จากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่หดตัวรุนแรง ผลจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัว แต่การส่งออกบริการหดตัว บ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการท่องเที่ยว ขณะที่ฝั่งอุปทานบ่งชี้ความเสี่ยงมากขึ้น ภาคเกษตรกรรมขยายตัวชะลอลงจากภาวะ La Nina ภาคการผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ขณะที่ภาคบริการชะลอลงจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง

สภาพัฒน์คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.0% และคาดการณ์ปีหน้าที่ประมาณ 1.7% ขณะที่ผู้เขียนประมาณการต่ำกว่าที่ 1.8% และ 1.4% จากสี่ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ (1) การส่งออกที่จะชะลอลงมากขึ้นโดยเฉพาะความเสี่ยง Electronics cycle และประเด็น Transshipment ที่อาจโดนภาษีสูง

(2) ความผันผวนทางการเงินที่มากขึ้น (3) การบริโภคและการลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง และ (4) การหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้าน อันได้แก่ (1) โครงการ “คนละครึ่ง Plus” (2) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว (3) การคืนภาษีแบบเร่งรัด (4) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และ (5) เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าคาดทำให้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านเงินเฟ้อในไทยจะติดลบในปีนี้ และไม่ขยายตัวในปีหน้า โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ อุปสงค์ที่อ่อนแอ ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และราคาผักผลไม้ที่ลดลง จะเป็นแรงกดดันทั้งฝ่ายอุปสงค์และอุปทาน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้และปีหน้า ซึ่งจะไม่ทันการณ์และทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น

ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากทั้งภาษีนำเข้าสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจการค้าโลก หนี้สินครัวเรือนและภาคเอกชนที่สูง และบรรยากาศทางการเมืองช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรงในปีหน้า นอกจากนั้น ทิศทางนโยบายการเงินทั้งโลกและไทยที่ผันผวนไม่ชัดเจนคาดการณ์ยาก จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยพันธบัตร ค่าเงิน รวมถึงตลาดเงินตลาดทุนผันผวนขึ้น

ด้านค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้ถึงไตรมาสหนึ่งปีหน้า จากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์หลัง Government Shutdown ยุติและข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอถูกเปิดเผย ทำให้ความคาดหวังลดดอกเบี้ยของ Fed มีมากขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อาจลดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จะอ่อนค่าในครึ่งปีหลังจาก Fed ยุติลดดอกเบี้ยแต่ ธปท. ลดต่อ

สำหรับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้ถึงไตรมาสหนึ่งปีหน้าจะยังอยู่ในระดับต่ำจากความเสี่ยงต่างๆ เช่น Shutdown ความไม่แน่นอนด้านสงครามการค้า แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก (1) การขาดดุลการคลังที่มีแนวโน้มมากขึ้น และ (2) เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

กล่าวโดยสรุป ไตรมาสแรกของปี 2026 จะเป็นจุดทดสอบสำคัญของเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางความหวังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ซับซ้อนหลายประการ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน

เศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเข้าสู่ “จุดวัดใจ” โดยนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างเหมาะสมเท่านั้น จึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นความท้าทายในปีม้าพยศไปได้

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่