สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 หัวข้อ “Reimagining Thailand's Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ" เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในหัวข้อ “Driving Thailand Toward a New Development Model” ว่า ปัญหาทางการเมืองไทยยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาแก้ไข แต่สิ่งที่ควรเร่งทำในระยะสั้นคือ “ลดอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะเรื่อง “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นรากของปัญหาหลายด้าน แม้จะเป็นภารกิจที่ยากเพราะไม่มีใครอยากลดอำนาจของตนเอง
ดร.ศุภวุฒิ กล่าว่า สำหรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นแบบตั้งตัวไม่ติด ยกตัวอย่างเช่น ความตึงเครียดไทย–กัมพูชาไม่ใช่เพียงประเด็นทวิภาคี แต่เป็นผลพวงจากจีโอโพลิติกส์ที่สหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามามีบทบาทผ่านการเจรจาภาษีการค้า ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลไทยต้องวางวิธีรับมืออย่างรอบด้าน
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลควรใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุดในการสนับสนุนภาคเอกชน ทั้งการเปิดให้เอกชนร่วมพัฒนาระบบขนส่ง เช่น ระบบราง การเร่งลงทุนพลังงานสะอาด รวมถึงการพิจารณาจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)” คล้ายกองทุน GIC ของสิงคโปร์ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองชี้ให้ชัดว่า หากได้บริหารประเทศ คนไทยจะมีอนาคตที่ดีขึ้นอย่างไร
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแรง จำนวนแรงงานจะลดลง 5 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านคน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต้องเร่งอัปสกิล–รีสกิลแรงงาน และกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมองว่า “พลังงานสะอาด” เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยควรเดินหน้าอย่างจริงจัง
ในด้านเงินทุน (Capital) นั้นปัจจุบันไทยมีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศปีละ 8,000–9,000 ล้านบาท เพราะไม่เห็นโอกาสลงทุนในประเทศ และยังเป็นเพียงแพลตฟอร์มให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากกว่าที่จะสร้างเทคโนโลยีของตนเอง จึงควรทบทวนแนวทางและคิดใหม่เพื่อให้ไทยเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มแทนการเป็นแค่ฐานรองรับ
“ไทยควรพัฒนา “อุตสาหกรรมบริการ” ในมิติเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “มาเมืองไทย ปลอดภัย อาหารอร่อย สุขภาพดี” ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยมีพร้อมและสามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”
ไทยเผชิญ“เศรษฐกิจ-การทูตถดถอย”
นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องเร่งออกแบบ “โมเดลใหม่” เพื่อพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน หลังตัวชี้วัดทุกด้านในช่วงกว่า 10–15 ปีที่ผ่านมา สะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน “การต่างประเทศของไทยก็เสื่อมถอยไปพร้อมกัน” จนไม่สามารถกลับคืนสู่ความโดดเด่นเช่นในอดีตได้ ซึ่งการทูตไทยซึ่งเคยมีภาพลักษณ์สง่างามและเป็นแบบอย่างในภูมิภาค ได้เลือนรางลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
แม้ยังมีเพียงหนึ่งด้านที่ไทยทำได้ดี คือ บทบาทในอาเซียน ที่ยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และช่วยลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกเก่าและกลุ่ม CLMV ซึ่งแม้บางประเทศจะพัฒนาแซงหน้าไทยแล้ว แต่แนวนโยบายนี้ยังช่วยสร้างความไว้วางใจแก่สมาชิกใหม่ได้อยู่
นายพิศาล กล่าวว่า บทเรียนสำคัญคือ “การต่างประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเดินไปควบคู่กัน” หากรัฐบาลต้องการผลักดันการปฏิรูปประเทศ กระทรวงการต่างประเทศต้องยกระดับบทบาทจาก “เกรด C” เป็น “เกรด A” และทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด เพราะการต่างประเทศที่สง่างามและยืนบนผลประโยชน์ชาติจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญที่สุด
อย่างเหตุการณ์ล่าสุดป็นสัญญาณเตือนความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่เหตุปะทะชายแดนที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ การประกาศรักษาเอกราชอธิปไตยของรัฐบาลไทยต่อหน้าสหรัฐฯ แต่ไม่นานหลังจากนั้นต้องเจรจาขอคงสิทธิภาษีการค้า
รวมถึงแรงกดดันจากภาคเอกชนสหรัฐเกี่ยวกับการถอนตัวจากปฏิญญาร่วม ซึ่งสะท้อนธรรมชาติของสหรัฐยุคใหม่ที่ “ไม่แยกเศรษฐกิจออกจากความมั่นคง” และพร้อมใช้ทุกประเด็นเพื่อกดดันคู่เจรจา
“ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นพวกของสหรัฐ แต่ต้องยืนบนผลประโยชน์ของตนเอง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับจีน ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ อุตสาหกรรมสีเทา และความเสี่ยงที่หลายเมืองอาจกลายเป็น “เมืองหน้าด่าน” หากยังไม่มีการปฏิรูปการต่างประเทศอย่างจริงจัง”นายพิศาล กล่าว
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การทูตแบบใหม่ที่ “ยืนหยัดในผลประโยชน์ชาติและสง่างาม มีความนุ่มนวลโดยไม่อ่อนน้อม และแข็งแกร่งโดยไม่แข็งกร้าว” ซึ่งจะทำให้ประเทศได้รับความเคารพจากนานาชาติมากขึ้นในระยะยาว
“อภิสิทธิ์”ตั้งโจทย์ใหญ่อนาคตไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจต่อรองของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ หรือการแข่งขันลดภาษีระหว่างประเทศที่ทำให้ทุกฝ่ายสูญเสียรายได้โดยไม่เกิดประโยชน์ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับภูมิภาค
โดยเฉพาะช่วงที่ไทยจะกลับมารับตำแหน่งประธานอาเซียนในอีก 2–3 ปีข้างหน้า โดเฉพาะนโยบายและอุตสาหกรรมควรคิดในระดับอาเซียนเพื่อคุ้มครองประเทศในภูมิภาคจากบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า “อาเซียนกริด” ที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั้งภูมิภาค
สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล นั้น คนไทยยังใช้เทคโนโลยีโดยได้รับมูลค่าเพิ่มน้อย รัฐควรกำหนดเงื่อนไขกับธุรกิจเทคโนโลยีต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ Data Center หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังได้เปรียบในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร แต่ต้องผสานเทคโนโลยีให้เพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสุขภาพต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดนักเดินทางเฉพาะกลุ่ม เช่น นักถ่ายทำภาพยนตร์ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ประกอบการดิจิทัล
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “พันธมิตรภาคเอกชน” โดยต้องเปิดข้อมูลภาครัฐให้เข้าถึงง่าย สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์แบบเรียลไทม์ และเร่งพัฒนา E-ID แม้จะมีโจทย์ด้านความเชื่อมั่นของระบบ พร้อมตั้งตัวชี้วัดการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ถูกต้องและสอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผลประโยชน์ตกสู่ประชาชนจริง ๆ
“ณัฐพงษ์”ชี้ถึงเวลาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีนายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ยเพียงปีกว่า ทำให้นโยบายประเทศขาดความต่อเนื่องและไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกิดจาก “การเมืองไร้เสถียรภาพและขาดความชอบธรรม” ทำให้รัฐบาลใดก็ถูกลดทอนอำนาจ และเสี่ยงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งได้ง่าย หากไม่แก้ระบบการเมือง แม้เปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง นโยบายก็ไม่เดินหน้า
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบการเมือง ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ทีมบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีวิสัยทัศน์เพียงพอจะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว





