สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน เยือนไทย หารือ“เอกนิติ” โชว์ไอเดีย หนุนไทยศูนย์กลางการผลิต รถยนต์‘Multi-Energy Platform’ หลัง
Stellantis ของอเมริกาเปิดตัวโมเดลรถใช้พลังงานหลากหลาย ด้านผลหารือพลังงาน พร้อมจับมือไทยร่วมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแห่งความยั่งยืน
คณะของสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council: USABC) ประกอบด้วยผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐฯ รวม 39 บริษัท จาก 9 ภาคธุรกิจ ได้แก่ 1. ภาคพลังงานและปิโตรเคมี เช่น Chevron, ConocoPhillips และ Cheniere Energy 2. ภาคสาธารณสุข เช่น Abbott, Bayer และ GlaxoSmithKline (GSK)
3. ภาคเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Amazon, Apple, Google และ Microsoft 4. ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น Airbnb, Netflix และ Marriott International 5. ภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น Cargill, Diageo Moet Hennesy และ Lubrizol 6. ภาคสินค้าอุปโภค บริโภค และผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น 3M, Guardian Glass และ SC Johnson
7. ภาคคมนาคมและการขนส่ง เช่น Boeing, FedEx และ Ford 8. ภาคธุรกิจที่ปรึกษาและกฎหมาย เช่น Vriens & Partners, The Asia Group และ BowerGroupAsia และ 9. ภาคการเงินและประกันภัย เช่น American Express, Mastercard และ VISA
นำโดย นาย Ted Osius รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาค และนายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย
ไทยพร้อมเสิร์ฟพลังงานสะอาดหนุนธุรกิจ
ในโอกาสนาย Jack Myint ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน ได้นำคณะนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐอาทิ The Asia Group, BowerGroupAsia, Boeing, Cargill, Chevron, Cheniere Energy, ConocoPhillips, Google, Guardian Glass และ LubriZol เข้าพบนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับภาคเอกชนของสหรัฐ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน
โดย USABC ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสและขยายธุรกิจในประเทศไทยและอาเซียน พร้อมทั้งยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านพลังงานของไทย และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศและความท้าทายของภาคพลังงานในปัจจุบัน
ลุยความร่วมมือสู่เป้าหมายคาร์บอนศูนย์
ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางนโยบายด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐ ในประเทศไทย อาทิ การซื้อขายก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยีเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) โครงการสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCS/CCUS) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ทันสมัยและการพัฒนากฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย เป็นต้น
โดยฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานตามแผนพลังงานแห่งชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่มีความท้าทายมากขึ้นภายในปี 2050 และพร้อมเปิดรับความร่วมมือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ในโครงการด้านพลังงานสะอาดและคาร์บอนต่ำ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและการเติมโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
เสนอทางเลือกใหม่“Multi-Energy Platform”
ในส่วนผลการหารือระหว่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 11 พ.ย. 2568
ผู้แทนบริษัทเอกชนของสหรัฐ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในไทย โดยผู้แทนด้านการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ย้ำความมุ่งมั่นที่จะผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ภายใต้แนวคิด “Multi-Energy Platform” ที่พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กัน พร้อมเสนอให้มีมาตรการจูงใจทางภาษีและกฎระเบียบที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ครบวงจรและการส่งออก
สำหรับแนวคิด “Multi-Energy Platform” ข้อมูลจากเวบไซด์ Stellantis ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ของสหรัฐ ระบุว่า แพลตฟอร์มพลังงานหลากหลายของ Stellantis ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และความต้องการของลูกค้า แพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถปรับขนาดได้ มีประสิทธิภาพ และพร้อมสำหรับอนาคต รองรับการอัปเกรดแบบไร้สาย (OTA) และเทคโนโลยีรุ่นใหม่
ทั้งนี้ รถยนต์ STLA Frame มีระบบขับเคลื่อนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งรวมถึงระบบ BEV เต็มรูปแบบและการกำหนดค่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายระยะทางได้ไกลขึ้น (REEV) ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มดังกล่าวยังรองรับระบบขับเคลื่อนด้วยการเผาไหม้ภายใน ไฮบริด และไฮโดรเจนในอนาคตอีกด้วย
ดันภาคเกษตรร่วมสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก
นอกจากนี้ นักธุรกิจสหรัฐด้านอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน ย้ำความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาว การสร้างงาน และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยพร้อมพิจารณาขยายการลงทุนในไทยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขัน และผลักดันไทยสู่บทบาทผู้นำด้านพลังงานระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ด้านอาหารและการเกษตร ได้ระบุถึงความพร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกรไทยสู่ตลาดโลก และการสร้างงานในห่วงโซ่อุปทาน และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบริหารต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ยกระดับประสิทธิภาพเกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยี การส่งออกสู่ตลาดใหม่ และร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนทางคาร์บอน ตลอดจนกล่าวชื่นชมบทบาทของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังที่ส่งเสริมการค้าผ่านข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และความมั่นคงของเกษตร
เปิดความร่วมมือสู่อนาคตแห่งดิจิทัลร่วมกัน
ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ย้ำการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านการลงทุนและความร่วมมือกับภาครัฐตลอดระยะเวลา 30 ปี ครอบคลุมด้านทักษะดิจิทัล AI ศูนย์ข้อมูล E-commerce คลาวด์ (Cloud) และความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงยืนยันความพร้อมในการผลักดันไทยสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ด้านการท่องเที่ยวและบริการ ชื่นชมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ช่วยกระจายรายได้สู่เมืองรองและการสนับสนุน SMEs เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ตลอดจนพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการใช้ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการยกระดับการป้องกันการฉ้อโกงทางดิจิทัล
ด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์” ภายในปี ค.ศ. 2029 พร้อมชื่นชมความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขของไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความครอบคลุมของหลักประกันสุขภาพ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน
ไทยโชว์รากฐานความเเข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวถึงความสำคัญของกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรสวนยางพารา พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย
ในส่วนการหารือระหว่าง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารแบงก์ชาติ นั้นสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจสหรัฐ ในอาเซียน ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของแบงก์ชาติ อาทิ การแก้หนี้ การจัดการภัยทุจริตทางการเงิน การเงินดิจิทัล และการเงินสีเขียว ซึ่งการหารือร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศในระยะต่อไป





