นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มั่นใจว่า GDP ของไทย ในปี 2568 จะขยายตัวได้เกิน 2% แม้ว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ที่สํานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ประกาศออกมาจะขยายตัวติดลบที่ 0.6% โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเสาที่หนึ่งของรัฐบาลที่ได้ประกาศใช้ไปทั้งเรื่องของ คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะกระตุกจีดีพีให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ หลังรัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็เริ่มฟื้นตัวแล้ว
"สศช. เผยถึง GDPไทย ไตรมาส 3 ปี 68 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจากไตรมาส 2 ว่าเป็นไปตามที่ประเมินไว้ แต่มั่นใจว่าไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นที่เริ่มเห็นผล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ วันที่ 18 พ.ย.68 นี้ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติเพิ่มเงินสูงสุด 2,000 บาทให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการอัปสกิล-รีสกิลผ่านแพลตฟอร์ม"
นายเอกนิติ กล่าวยืนยันว่าการเจรจาภาษีตอบโต้สหรัฐยังเดินหน้าตามกรอบเดิม พร้อมเผยประธานาธิบดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ รับทราบ และยอมรับหลักการแยกประเด็นการค้าออกจากการเมืองแล้ว ล่าสุดได้มอบหมายให้ รมว.พาณิชย์ เร่งสร้างความเข้าใจกับทูตสหรัฐเพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งนี้ การเจรจายังคงเดินหน้าตามกรอบเดิม และยังมีเป้าหมายปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ โดย ทีมยุทธศาสตร์การเจรจาของไทยได้ประชุมนอกรอบร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในสหรัฐ เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุด พร้อมยืนยันท่าทีร่วมกันว่า “นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
นายเอกนิติ กล่าวว่า ความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและหลักการที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน และคาดว่าประเด็นภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้
ประเด็นสำคัญที่ไทยยืนยันกับสหรัฐ คือ การแยกเรื่องการเมืองออกจากประเด็นการค้าอย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องนี้กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งการพูดคุยของผู้นำทั้ง 2 ประเทศถือเป็น “ข้อมูลล่าสุดที่สุด” และเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐ จะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า
“ท่านนายกฯ ได้ย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า เรื่องการเมือง และเรื่องการค้าเป็นคนละเรื่องกัน และสหรัฐ ซึ่งท่านนายกฯ ก็แจ้งเองว่า สหรัฐก็รับหลักการนี้” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับ เอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR
“เรารอให้ข้อมูลจากผู้นำของเขาไปยัง USTR แต่ในฝั่งของไทย เราเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐเองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการ” นายเอกนิติ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





