วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

สัปดาห์ที่แล้วมีบทความในเว็บไซต์ Fulcrum สิงคโปร์ เรื่อง เสถียรภาพค่าเงินเวียดนาม: ส่องทางความขัดแย้งของนโยบาย (Exchange rate stability in Vietnam: Navigating the conflicting policy demands)

เขียนโดย ตวน โฮ (Tuan Ho) ซึ่งตั้งคําถามอย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลเวียดนามจะเลือกอะไรระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูง มักมีความอ่อนไหวด้านเสถียรภาพตามมา 

เศรษฐกิจเวียดนามขณะนี้ก็เริ่มมีแรงกดดันนี้ สะท้อนจากการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน คือเงินดอง เป็นความท้าทายทางนโยบายคล้ายกับที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

เศรษฐกิจเวียดนามช่วง 40 ปีหลังการปฏิรูปเข้าสู่ระบบตลาดปี 2529 ประสบความสำเร็จอย่างมาก การเติบโตของเศรษฐกิจมีต่อเนื่อง ซึ่งใครที่ไปเวียดนามช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคงเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบน่าตกใจ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีล่าสุดที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.3 สูงสุดในภูมิภาค

อัตราความยากจนลดลงตํ่ากว่าร้อยละ 4 ในปี 2566 จากร้อยละ 14 ปี 2553  ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 4,100 ดอลลาร์ ปี 2565 ปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวร้อยละ 7 และปีนี้คาดว่าจะชะลงตามเศรษฐกิจโลกเหลือขยายตัวร้อยละ 6.5

ที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัย 1.การส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า โดยมีต้นทุนแรงงานต่ำเป็นปัจจัยแข่งขัน 2.การลงทุนจากต่างประเทศที่นําเทคโนโลยี ความรู้ ระบบบริหารจัดการ เข้ามาและวางพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมส่งออก

3.การใช้จ่ายในประเทศที่ได้ประโยชน์จากกําลังซื้อในประเทศที่ขยายตัว ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของเศรษฐกิจและชนชั้นกลาง 

ขณะที่รัฐบาลเสริมการเติบโตด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปและเปิดเสรีเศรษฐกิจ เพื่อรองรับเงินลงทุนต่างประเทศ รวมถึงวางตําแหน่งเวียดนามในเวทีการค้าโลกโดยเข้าร่วมกลุ่มการค้าเสรีต่างๆเช่น CPTTP และ RCEP

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทําให้รัฐบาลเวียดนามต้องการไปต่อในแง่การพัฒนาประเทศ วางเป้าให้เวียดนามเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2588 โดยให้เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 8-10% และร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาเวียดนามให้เป็นศูนย์การผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่สําคัญของโลก

ภายใต้โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจแบบเดิมที่ยกระดับขึ้น คือ การส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการปฏิรูป ซึ่งปัจจัยหลังเวียดนามทําจริงจัง เห็นได้จากข่าวการลดจำนวนข้าราชการและการปราบคอร์รัปชันล่าสุด

แต่เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมาก เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ทําให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม คือ การส่งออกและการลงทุนต่างประเทศเริ่มมีข้อจำกัด การส่งออกถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีมากขึ้น และภาษีนําเข้าสหรัฐร้อยละ 20 ขณะที่การลงทุนต่างประเทศถูกกระทบจากความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้นักลงทุนชะลอการนําเข้าเงินลงทุน 

รัฐบาลเวียดนามแก้สถานการณ์ โดยเร่งให้ภาครัฐใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดองเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจ แต่ผลคือ แรงกดดันให้เงินดองอ่อนค่ายิ่งมีมากขึ้น นําไปสู่ความห่วงใยเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ

บทความของ ตอง โฮ สรุปการอ่อนค่าของเงินดองขณะนี้ว่ามาจาก 3 สาเหตุ 1.รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศลดลงจากการชะลอตัวของการส่งออกและการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ

2.ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย คือ การผ่อนคลายนโยบายการเงินในเวียดนามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้อัตราดอกเบี้ยเวียดนามตํ่ากว่าของสหรัฐ เกิดเงินทุนไหลออก เช่น จากตลาดหุ้น 3.มีความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อไปซื้อทองคําในต่างประเทศ เพื่อทํากําไรจากส่วนต่างราคาทองคำในเวียดนามที่สูงกว่าตลาดโลก 

สามปัจจัยนี้ทําให้อุปสงค์เงินดอลลาร์ในเวียดนามสูงกว่าอุปทานเงินดอลลาร์ที่มี เงินดองอ่อนค่า เงินดอลลาร์หายากและเกิดตลาดมืดเงินดอลลาร์ในเวียดนาม คือผู้ซื้อผู้ขายเงินดอลลาร์พร้อมจะซื้อขายกันในอัตราที่ต่ำกว่าที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนทางการกำหนด

รัฐบาลเวียดนามใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว คือ เงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แต่การอุบัติขึ้นของตลาดมืดเงินดอลลาร์ชี้ว่าการทํางานของระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีปัญหา อัตราแลกเปลี่ยนทางการตามระบบลอยตัวไม่สามารถเคลียร์อุปสงค์อุปทานในตลาดเงินดอลลาร์ได้

คือ ค่าเงินดองสูงเกินไป ควรต้องอ่อนลงเพื่อเคลียร์ตลาด ซึ่งก็จริง ค่าเงินดองทางการอ่อนลงเพียง 2.9% ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างค่าเงินดองทางการกับค่าเงินดองในตลาดมืดมีประมาณ 5% 

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ทางการเวียดนามแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินดองอ่อนค่า โดยขายล่วงหน้าเงินดอลลาร์จากทุนสํารองทางการไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทําให้เงินทุนสํารองทางการของเวียดนามลดลงเหลือ 80.3 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งไอเอ็มเอฟประเมินว่าทุนสํารองจะลดลงเหลือ 79.3 พันล้านดอลลาร์ สิ้นปีนี้

ปัญหาของเวียดนามคือ รัฐบาลไม่ยอมให้กลไกราคาทำงาน คือ เงินดองอ่อนค่าตามภาวะเศรษฐกิจ ผลคือค่าเงินถูกบิดเบือน เกิดตลาดมืด รัฐสูญเสียทุนสำรองทางการและเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเหตุที่รัฐบาลแทรกแซงก็เพราะต้องการให้เงินดองมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า เพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ 

นี่คือสิ่งที่ขัดเเย้งกัน ระหว่างเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ คือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควรมากับค่าเงินที่อ่อนลง แต่เมื่อรัฐบาลแทรกแซงไม่ให้ค่าเงินอ่อนเพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ ปัญหาจึงเกิดขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามควรทําคือ ให้ค่าเงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แม้จะอ่อนค่าลง การอ่อนค่าของเงินดองจะทําให้การส่งออกได้ประโยชน์ เงินลงทุนต่างประเทศที่เคยชะงักจะไหลกลับ และตลาดมืดจะหายไป ทั้งหมดจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการทํานโยบายของรัฐบาลจะกลับมา

เพราะเศรษฐกิจเวียดนามยังมีความเข้มแข็งหลายด้าน โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ตรงกันข้าม ถ้าการบิดเบือนยังอยู่ การแทรกแซงมีต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นๆ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะล่อแหลม กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

 

เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ