เว็ปไซต์สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สคต. ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกแห่งชาติจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 เพื่อยกระดับภาคค้าปลีกให้ทันสมัย ยั่งยืน และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ายอดค้าปลีกสินค้าและบริการเติบโตเฉลี่ยปีละ 11–11.5 % ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างระบบการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ตลาดค้าปลีกเวียดนามกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยแนวทางพัฒนาการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ที่ผสมผสานความยั่งยืนและนวัตกรรม รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้กลุ่มทุนค้าปลีกต่างชาติและนักลงทุนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office) ระบุว่า ในปี 2567 ยอดขายปลีกสินค้าและบริการมีมูลค่า 6,391 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้น 9.0 % เมื่อเทียบกับปี 2566 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าอยู่ที่ 5,176 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้น 9.5 % ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคภายในประเทศ
ด้านอีคอมเมิร์ซ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตลาดธุรกิจขายตรงให้ผู้บริโภค (B2C) เติบโต 25–27 % สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 3–7 %โดยสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว (FMCG) เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในปี 2568 เป็น 25.5 % จากคาดการณ์เดิม 20–22 %
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ตั้งเป้าให้อีคอมเมิร์ซเติบโตเฉลี่ยปีละ 15–20 % ภายในปี 2573 และสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วน 40–45 %พร้อมเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า ระบบโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และมาตรฐานการบริหารคุณภาพสินค้า เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามกำหนด 7 กลุ่มมาตรการสำคัญ ได้แก่
1.ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ (Legal and Policy Alignment with International Commitments)
2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานค้าปลีกและโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Retail Infrastructure and Green Logistics Development)
3.ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs (Capacity Building for Enterprises, especially SMEs)
4.เสริมสร้างระบบกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและจัดตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับชาติ (Quality Governance and National E-commerce Platforms)
5.วางมาตรการทางเทคนิคเพื่อให้สินค้าภายในประเทศสอดคล้องมาตรฐานสากล (Technical Measures for Domestic Products to Meet International Standards)
6.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค (Promoting Regional Retail Networks)
7.เสริมบทบาทสมาคมการค้าในฐานะกลไกเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับหน่วยงานรัฐ (Trade Associations as Linkages between Private Sector and Government Agencies)
ยุทธศาสตร์นี้คาดว่าจะสร้างเศรษฐกิจการบริโภคคุณภาพสูง (High-quality Consumption Economy) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีกภายในประเทศ และสนับสนุนการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซทั้งในตลาดภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) อีกทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุน และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกเวียดนามจนถึงปี 2573 เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ยั่งยืน สนับสนุนการบริโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางค้าปลีกสมัยใหม่ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ สคต.โฮจิมินห์ ได้วิเคราะห์ถึงโอกาสอีคอมเมิร์ซไทยที่จะเข้าไปตลาดเวียดนาม ว่า การประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมตลาดค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง (FMCG และ Consumer Electronics) ความต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคในเวียดนาม สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยคุณภาพสูง และความพร้อมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไทยสามารถเข้าร่วมในสัดส่วนที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 40–45 ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเวียดนามยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดส่งและการบริหารคุณภาพ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนจัดส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายเวียดนาม เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด การวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคและการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดเวียดนามได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนระยะยาว





