วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนสกัดสวมสิทธิส่งออกสหรัฐ ‘พาณิชย์’ ลุยตรวจ 'RVC' 8 พันฉบับต่อเดือน

เปิดแผนสกัดสวมสิทธิส่งออกสหรัฐ ‘พาณิชย์’ ลุยตรวจ 'RVC' 8 พันฉบับต่อเดือน

ประเทศไทยถูกสหรัฐจัดเก็บอัตราภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่ส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2568 โดยมีประเด็นที่น่ากังวลกว่า คือ กรณีตรวจสอบพบสินค้าสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีจะทำให้สินค้านั้นอาจถูกเรียกเก็บภาษีอัตราสูงถึง 40%

รายงานจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.ฝ่ายเศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร็วๆ นี้ เห็นชอบแนวทางของกระทรวงพาณิชย์รับมือมาตรการภาษี Reciprocal Tariff (RT) ของสหรัฐ และเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเพื่อรักษาตลาดส่งออกสหรัฐ และป้องกันปัญหาการสวมถิ่นกำเนิดสินค้าที่สหรัฐเข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานด้วยว่าสหรัฐเป็นตลาดสำคัญที่มีสัดส่วนสูงถึง 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หรือประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้การรักษาตลาดแห่งนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 

เปิดแผนสกัดสวมสิทธิส่งออกสหรัฐ ‘พาณิชย์’ ลุยตรวจ 'RVC' 8 พันฉบับต่อเดือน

รวมทั้งปัจจุบันสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) จากเดิมที่พิจารณาจากกระบวนการผลิต (Substantial Transformation) มาเป็นการพิจารณาจากสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content หรือ RVC) เพื่อป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า

ขณะที่แนวทางที่กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดแนวทางดำเนินการภายใต้โครงการ "เพิ่ม Local Content ไทย สร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐ (RVC-Up) จะเริ่มดำเนินการไตรมาสสุดท้ายปี 2568 และต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยมีผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไปสหรัฐประมาณ 6,000 ราย เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่

1.UP System พัฒนาระบบตรวจสอบด้วย AI โดยเป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ รองรับปริมาณการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดที่เพิ่มขึ้น โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานเดียวในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไปสหรัฐ 

รวมทั้งจากมาตรการ และนโยบายที่ต้องตรวจสอบสินค้าส่งออกไปสหรัฐทุกรายสินค้า จะเพิ่มจำนวนงานให้กับกรมการค้าต่างประเทศมากขึ้นหลายเท่าตัว จากปัจจุบันที่สามารถตรวจสอบคำขอได้เฉลี่ย 90 ฉบับต่อเดือน โดยใช้เวลาเฉลี่ยคำขอละ 3 วัน แต่หากมาตรการใหม่บังคับใช้ ปริมาณคำขอจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8,000 ฉบับต่อเดือน ส่งผลให้ระยะเวลาการตรวจสอบขยายเป็นเฉลี่ย 24 วัน 

ทั้งนี้ จะกระทบต่อต้นทุน และรายได้จากการส่งออกของผู้ประกอบการ จึงต้องมีการพัฒนาระบบขึ้นมาช่วย โดยมาตรการนี้จะใช้งบประมาณ 12.9 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2569

2.UP Knowledge ให้ความรู้ผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้างความรู้ และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าแนวใหม่ของสหรัฐผ่านกิจกรรมให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และสัมมนาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

3.UP Fund-สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ สนับสนุนการให้ดอกเบี้ยเงินกู้อัตราพิเศษแก่ผู้ประกอบการไทยที่เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ โดยทำงานเชิงบูรณาการกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงิน โดยเบื้องต้นโครงการนี้ใช้งบประมาณ 7.6 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2569

เฝ้าระวังนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมาย

ส่วนอีกมาตรการเป็นการเฝ้าระวังธุรกิจนอมินี และต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมาย ที่อาจเป็นอีกช่องทางที่มีธุรกิจต่างชาติมาดำเนินการส่งออกสินค้าสวมสิทธิจากประเทศไทยไปยังสหรัฐ 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ 

ส่วนกรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเลขานุการ ซึ่งมีหน้าที่ และอำนาจกำหนดนโยบาย และมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อบูรณาการหน่วยงานในการป้องกัน และปราบปรามสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติงานภายในขอบเขตหน้าที่ และอำนาจตามกฎหมาย 

รวมทั้งขอความร่วมมือภาคเอกชนเพื่อให้ดำเนินการตามนโยบาย และมาตรการเร่งด่วน ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนเพื่อสร้างความรู้เท่าทัน และความเข้าใจสถานการณ์ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จะตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี คือ ตรวจสอบผู้ถือหุ้นนอมินีมีความซับซ้อน ยากต่อการพิสูจน์เจตนาแฝงเพื่อระบุตัวผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตรวจสอบการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายช่วยจดทะเบียน ความเสี่ยงที่คนไทยตกเป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัวจนต้องเผชิญโทษทางกฎหมาย 

รวมถึงการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจ การตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงที่อำพรางของธุรกิจ โดยมีแนวทางการตรวจสอบ 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย

ขั้นตอนที่ 1 คัดกรองข้อมูล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (IBAS) เพื่อตรวจสอบข้อมูลของนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีที่คนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติในสัดส่วนที่คนไทยถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 51 ขึ้นไป ซึ่งประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

ขั้นตอนที่ 2 จัดเตรียมข้อมูล รวบรวมรายละเอียดของกรรมการ ทุนจดทะเบียน และผู้ถือหุ้น โดยแสดงความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นคนไทยกับนิติบุคคลที่ได้เข้าไปถือหุ้น รวมถึงความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นที่อาจเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินี ทั้งในฐานะผู้ก่อการและผู้ถือหุ้นตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท หรือในฐานะที่รับโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงิน โดยจัดส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) ของผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล เพื่อประกอบการพิจารณาว่าได้ชำระค่าหุ้นหรือได้ลงทุนโดยถูกต้อง หรือมีพฤติกรรมที่อาจเป็นนอมินี 

สำหรับการตรวจสอบมี 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่จัดตั้งนิติบุคคล 2.กรณีบริษัทมีการจดทะเบียนเพิ่มทุน และ 3.กรณีผู้ถือหุ้นที่รับโอนหุ้น

ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินคดีนำส่งข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของนิติบุคคล และผู้ถือหุ้นที่เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวน สอบสวน และจับกุมผู้กระทำความผิด

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์