ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเมื่อวันที่ 26-28 ตุลาคม 2568 ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมประชุมด้วย ในโอกาสนี้คณะผู้แทนประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา
Joint Statement on Framework for United States -Thailand Agreement on Reciprocal Trade หรือ “แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา” โดยมีสาระสำคัญตามประกาศของทำเนียบขาว
เพื่อแสดงเจตนาร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่ต้องมีการเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้
ประเทศไทยกับการค้าต่างตอบแทน
การดำเนินการการค้าต่างตอบแทน Countertrade ที่ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือการซื้อสินค้าตอบแทนประเทศไทย เคยดำเนินการมาแล้ว ดังนี้
กรณีที่เป็นไปตามความสมัครใจ
เป็นกรณีที่ประเทศไทยต้องการส่งออกข้าว แต่ผู้ซื้อมีปัญหาขัดข้องในสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศในการชำระราคาข้าว จึงมีการตกลงขายข้าวโดยการแลกเปลี่ยนสินค้า ดังนี้
การขายข้าวให้เซเนกัลแลกกับปุ๋ย มีปัญหาคือปุ๋ยที่ได้รับมอบจับกันเป็นก้อน ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
การขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ แลกกับปุ๋ย มีปัญหาคือหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดหาข้าว กับหน่วยงานที่รับผิดชอบปุ๋ยเป็นหน่วยงานคนละสังกัด ไทยส่งมอบข้าวไปนานแล้ว ยังไม่ได้รับมอบปุ๋ยค่าข้าว ต้องติดตามเจรจาทวงถามอยู่นานพอสมควรจึงได้รับมอบ
การขายข้าวให้อิหร่านแลกกับน้ำมัน มีปัญหาคือน้ำมันอิหร่านมีกำมะถันสูง โรงกลั่นที่รับผิดชอบกลั่นน้ำมันจากอิหร่าน ต้องปรับปรุงแก้ไขกระบวนการกลั่นด้วย
การขายข้าวให้เกาหลีเหนือโดยให้สินเชื่อ เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระค่าข้าว เกาหลีเหนือไม่มีเงินตราต่างประเทศชำระค่าข้าว และจะขอซื้อข้าวล็อตใหม่โดยขอสินเชื่ออีก แต่คณะกรรมการนโยบายข้าว ให้นโยบายในทางปฏิบัติไว้ว่า เกาหลีเหนือต้องชำระค่าข้าวล็อตก่อนให้หมดก่อน จึงจะขายโดยให้สินเชื่อล็อตใหม่ ในที่สุดเกาหลีเหนือตกลงชำระค่าข้าวที่ค้างอยู่โดยส่งมอบรางรถไฟให้ ซึ่งมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก
หลังจากการขายข้าวแลกสินค้าดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่มีการขายข้าวแลกสินค้าอีก
การค้าต่างตอบแทนภาคบังคับ
ในปี 2548 รัฐบาลต้องการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย จึงกำหนดนโยบายให้ทำการค้าแบบแลกเปลี่ยน (Barter Trade) ขึ้น และได้วางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการค้าแบบแลกเปลี่ยน พ.ศ. 2549 ออกใช้บังคับ โดยให้ความหมายของการค้าแบบแลกเปลี่ยนไว้ คือ
“การค้าแบบแลกเปลี่ยน” หมายความว่า การจัดซื้อหรือจัดจ้างสินค้าหรือบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีการชำระราคาด้วยสินค้าหรือบริการในประเทศทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการแลกเปลี่ยน และกำหนดหลักเกณฑ์ ในการจัดซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องดำเนินการด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน
ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศของทุกกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาท ให้จัดซื้อโดยมีเงื่อนไขในการค้าต่างตอบแทนในอัตราร้อยละ50ของมูลค่าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ
และคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กำกับควบคุม ตรวจสอบการดำเนินการการค้าต่างตอบแทน และพิจารณาโครงการหรือแผนงานที่ขอยกเว้นการค้าต่างตอบแทน และกำหนดแนวปฏิบัติในการดำเนินการการค้าต่างตอบแทน
กระทรวงพาณิชย์จึงได้ออกประกาศ เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการการค้าต่างตอบแทน พ.ศ. 2547 ออกใช้บังคับโดยให้ความหมายของ การค้าต่างตอบแทนไว้คือ
“การค้าต่างตอบแทน” หมายความว่า การค้าที่มีการส่งเสริมให้มีการชำระราคาของสินค้าหรือบริการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินค้าหรือบริการหรือประโยชน์อื่นหรือให้ประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทน สำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการโดยส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ
การยกเลิกการค้าต่างตอบแทนและการค้าแบบแลกเปลี่ยน
เนื่องจากปรากฏว่าการดำเนินการการค้าต่างตอบแทนและการค้าแบบแลกเปลี่ยน มีปัญหาในทางปฏิบัติมากและไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังจากรับฟังความเห็นจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกการค้าต่างตอบแทน โดยยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการการค้าต่างตอบแทน พ.ศ. 2547
และยกเลิกการค้าแบบแลกเปลี่ยนโดยยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการค้าแบบแลกเปลี่ยน พ.ศ.2549 คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุม วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ให้ยกเลิกตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
แต่ทั้งนี้ในกรณีมีความจำเป็นต้องนำเอาวิธีการค้าต่างตอบแทนหรือการค้าแบบแลกเปลี่ยนในการบริหารจัดการสินค้าในสต๊อกของรัฐบาล หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นกรณีฯไป
Joint Statement on Framework for United States -Thailand Agreement on Reciprocal Trade หรือแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา
แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวในภาคภาษาไทย มีถ้อยคำ “การค้าต่างตอบแทน” ก็อาจทำให้มีข้อสงสัยว่า เป็นการดำเนินการการค้าต่างตอบแทนแบบที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมาและยกเลิกไปแล้วดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ และมีขอบเขตแนวทางอย่างไร
เมื่อพิจารณาจากที่มาของถ้อยคำการค้าต่างตอบแทน ตามคำแถลงการณ์ร่วมภาคไทยน่าจะมาจาก คำว่า Agreement on Reciprocal Trade ที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาใช้ ซึ่งมีรากฐานมาจากกฎหมาย ที่เรียกว่า The Reciprocal Trade Agreement Act(1934) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการเจรจาลดภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและขยายการส่งออกของสหรัฐ
และเมื่อพิจารณาจากบันทึกเรื่อง Fair and Reciprocal Plan on Trade/Reciprocal Trade and Tariff ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ไว้กับกระทรวงการคลัง /USTR เมื่อวันที่13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นแนวทางที่มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ ดำเนินการในเรื่องนโยบายการค้าและภาษี ในลักษณะตอบแทนซึ่งกันและกัน เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ และการค้าที่สหรัฐเสียเปรียบ เพื่อความสมดุลทางการค้า
ดังนั้น กรอบความตกลงระหว่างไทยและสหรัฐดังกล่าว น่าจะหมายถึงกรอบการเจรจา การดำเนินการต่างตอบแทนทางการค้าและภาษีซึ่งกันและกัน อย่างทัดเทียมกัน อันเป็นการดำเนินการในภาพกว้างมิได้เจาะจงที่สินค้าหรือบริการเฉพาะล็อตใดล็อตหนึ่ง ดังเช่นการค้าต่างตอบแทนที่ไทยเคยดำเนินการมาแล้วดังกล่าวข้างต้น
การเจรจาระหว่างไทยและสหรัฐในเรื่องนี้ จึงควรอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการต่างตอบแทนซึ่งกันและกันที่เท่าเทียมกันตามหลักการของสหรัฐเอง และควรคำนึงถึงกรณีที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาใช้คำสั่งขึ้นภาษีของฝ่ายบริหารเป็นอาวุธบีบให้ประเทศคู่ค้าจำต้องยอมเจรจากับสหรัฐ
เนื่องจากมีแนวโน้มค่อนข้างสูงที่ศาลสูงของสหรัฐจะพิพากษาว่า คำสั่งขึ้นภาษีของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมายใช้บังคับมิได้ เพราะเกินอำนาจที่กฎหมายให้ไว้และขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐ





