วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

อุตฯสิ่งทอยึดนวัตกรรม-ความยั่งยืน เครื่องมือฝ่าความท้าทาย-ทรานฟอร์มธุรกิจ

อุตฯสิ่งทอยึดนวัตกรรม-ความยั่งยืน  เครื่องมือฝ่าความท้าทาย-ทรานฟอร์มธุรกิจ

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ในเดือนก.ย. 2568 พบว่า การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีมูลค่า 504.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น2.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในจำนวนนี้เป็น การส่งออกกลุ่มสิ่งทอ มีมูลค่า 315.8 ล้านดอลลาร์ ลดลง1.9% และ การส่งออกกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม มีมูลค่า 188.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น10.4%

ขณะที่ภาพรวมการนำเข้าของอุตสาหกรรมนี้ มีมูลค่า 443.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.4% แบ่งเป็น การนำเข้ากลุ่มสิ่งทอ มีมูลค่า 269.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.6%  และ การนำเข้ากลุ่มเครื่องนุ่งห่ม มีมูลค่า 174.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.7%  โดยภาพรวมดุลการค้าเกินดุล คิดเป็นมูลค่า 61.3 ล้านดอลลาร์

แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะเกิน  ดุลการค้า แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า อัตราการขยายตัว อยู่ในระดับต่ำและชะลอตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับฝั่งการนำเข้า จึงเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมนี้อาจกำลังเผชิญกับความท้าทายที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เป็นอุตสาหกรรมที่รุ่งโรจน์หรือร่วงโรยได้ในอนาคต 

        ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันอุตสหกรรมสิ่งทอ (THTI) ให้สัมภาษณ์ 

“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากไม่มีการปรับตัวในอุตสาหกรรมสิ่งทออาจทำให้ไม่มีอุตสาหกรรมนี้อยู่ในประเทศอีกต่อไป ซึ่งนั่นหมายถึงการขาดรายได้มหาศาลจากการส่งออก ยังไม่รวมการต้องจ่ายเงินเพื่อนำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศ 

อุตสาหกรรมสิ่งทอเผชิญกับความท้าทาย หลัก ๆ 2 ด้านคือ ค่าจ้างแรงงานที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ต้นทุนด้านพลังงาน ยังไม่รวมการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมจากต่างประเทศที่ได้เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการทำงาน โดยเฉพาะในเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง 

ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศไทย  ยังไม่พบการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ ซ้ำการไร้ทายาทรับช่วงต่อทางธุรกิจก็ยิ่งทำให้การพัฒนาในรายธุรกิจเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้ต้องใช้เงินทุน และเทคโนโลยีค่อนข้างสูงแต่หากสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้  ผลตอบแทนในอนาคตจะดีกว่าปัจจุบันที่ส่วนต่างกำไรค่อนข้างน้อยซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่มีต้นทุนมากพอสำหรับการเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต 

“ปัจจุบัน ลีดไทม์ (Lead Time:ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด) สั้นลงเรื่อยๆ จากเดิม 90 วัน ตอนนี้อยู่ที่ 45 วัน และ 30 วันตามลำดับ หากสายการผลิตทันสมัยมากพอก็จะช่วยให้ลีดไทม์เป็นไปตามที่กำหนดได้แต่หากสายการผลิตยังเป็นแบบเดิม คือไม่รู้ว่า อยู่ขั้นตอนใดแล้ว ไม่รู้ว่ามีปัญหาติดขั้นตรงไหน และซัพพลายเชนไม่ต่อเนื่องกัน ก็ทำให้การแข่งขันเฉพาะแค่เรื่องระยะเวลาการผลิตก็แทบสู้ไม่ได้แล้ว”

ที่ไต้หวัน และเกาหลีใต้ นำระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ในขั้นตอนResource Management ทำให้คาดการณ์การผลิตได้ทั้งระบบ และยังสามารถรับคำสั่งซื้อในจำนวนที่ยืดหยุ่นตามความต้องการผู้ซื้อได้ ทำให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอที่สำคัญของโลกไปอยู่ที่นั่น

ขณะที่ประเทศไทย ที่เคยมีโรงงานผลิตมากหลายหมื่นโรง ปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งเดียว ซึ่งส่วนที่เหลือนี้ก้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพพอจะปรับตัวได้แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะแค่เทคโนโลยีการผลิตหากนำไปเทียบกับเวียดนามซึ่งมีเครื่องจักรที่ทันสมัยกว่าเพราะมาทีหลังย่อมได้เทคโนโลยีที่ดีกว่า 

ดังนั้น เพื่อให้อุตสาหกรรมสิ่งทอในไทยอยู่ได้ มองว่า หลังสหรัฐเข้มงวดทางการค้ากับจีน จะทำให้โรงงานในจีนแตกรังออกมาหาแหล่งลงทุนนอกประเทศ ซึ่งประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งการผลิตใหม่ได้ แต่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและผู้บริโภค รวมไปถึงกติกาทางการค้าของคู่ค้าทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป ควรมีการคัดเลือกการลงทุนที่ดีจริงๆ และควรเป็นรูปแบบการร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกันแล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งอนาคต 

นอกจากกนี้ ควรหันมาขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางของความยั่งยืน หรือ SUSTAINABILITY ซึ่งใช้เงินลงทุนน้อยกว่า แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและการลงมือทำอย่างจริงจัง  เพราะไทยมีวัตถุดิบที่เป็นเส้นใยธรรมชาติอยู่แล้ว มีระบบการผลิตที่สามารถที่จะปรับให้เป็น กรีน ได้ ก็คือใช้โซลาร์เซลล์ ใช้น้ำน้อย ใช้สารเคมีที่ปลอดภัย หรือใช้สารเคมีที่เป็นธรรมชาติ

ทั้งนี้ การเข้าสู่ตลาดสีเขียวจากนี้ไปอาจไม่ใช่เรื่องของการสมัครใจแล้วเพราะหลายตลาดกำลังกำหนดเงื่อนไขทางการค้าว่าด้วยความยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่หากไม่ปฎิบัติตาม อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางการค้าไปด้วย

โดยไทยมีโอกาสแล้วเหลือแค่สร้างสินค้าที่มุ่งไปตลาดสีเขียว ที่จะไม่ต้องแข่งขันด้านราคา ที่ตลาดคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญมากซึ่งไทยมีการออกฉลากสีเขียวที่เป็นที่ยอมรับแล้ว หากเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ อีก ไม่เกิน 5 ปี ไทยจะเป็นผู้นำตลาดสีเขียวที่ตอนนี้ยังมีผู้เล่นน้อยรายแต่มีโอกาสที่เศรษฐกิจที่สูงมาก

“อีกไม่เกิน 10 ปี บริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งทอจะถูกสเกลลงมาให้เล็กลง เพราะสิ่งทอจะไหลไปยังพื้นที่ที่มีค่าแรงต่ำและตอนนี้ก็กำลังไหลออกไปจากประเทศไทย” 

อุตฯสิ่งทอยึดนวัตกรรม-ความยั่งยืน  เครื่องมือฝ่าความท้าทาย-ทรานฟอร์มธุรกิจ