“การแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อลดภาระประชาชน เป็นสิ่งแรกที่กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการ ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศไว้ในวันมอบนโยบาย และทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568
โดยกรอบการดำเนินงานของคมนาคมในยุค “ภูมิใจไทย” ไม่เพียงมุ่งลดค่าครองชีพรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ประกาศชัดถึงการเดินหน้าจัดทำ “แพ็กเกจลดค่าครองชีพคมนาคม” ครอบคลุมทุกโหมดการเดินทาง และประชาชนต้องได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ทั่วประเทศ
หลังจากประกาศนโยบายเพียง 1 เดือน กระทรวงคมนาคมคลอดแพ็กเกจ “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” นำร่องเริ่มต้นกับรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การบริหารจัดการของภาครัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึง 30 พ.ย.2569 และจะต่อยอดแพ็กเกจนี้ให้ครอบคลุม “รถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย” ภายในรัฐบาลชุดนี้
ล่าสุดยังประกาศนโยบายจัดทำ “ค่าทางด่วนสูงสุด 50 บาทตลอดสาย” กำหนดอัตราค่าทางด่วนทุกเส้นทางภายใต้การดูแลของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง คาดว่าจะประกาศใช้เป็นของขวัญปีใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2568
ซึ่งการจะจัดทำแพ็กเกจลดค่าครองชีพระบบขนส่งต่างๆ ย่อมต้องมีการสูญเสียรายได้ และชดเชยส่วนต่างรายได้ที่ไปให้กับเอกชนผู้รับสัมปทาน “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” กล่าวในประเด็นนี้ว่า การจัดทำค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ในช่วงแรกสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เนื่องจากเป็นโครงการของรัฐอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องจัดหาเงินชดเชย เพียงแต่จะสูญเสียรายได้ลดลง ซึ่งหากผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ด้วย
ส่วนประเด็นการต่อยอดรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ให้ครอบคลุมในโครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายนั้น จำเป็นต้องซื้อคืนโครงการรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ และจัดทำ Single Ownership ให้ทุกโครงการรถไฟฟ้าอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นำไปสู่การกำหนดระบบค่าโดยสารร่วม (Common Fare) หรือตั๋วร่วม โดยไม่เสียค่าแรกเข้า
ทั้งนี้ แนวทางการซื้อคืนรถไฟฟ้า ได้มอบหมายให้ รฟม. ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งเรื่องเงินชดเชย เรื่องแนวทางการซื้อคืนสัมปทานจะนำเงินมาจากส่วนใด โดยให้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 พ.ย.2568 เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้
ขณะที่ประเด็นการจัดทำค่าทางด่วนสูงสุด 50 บาทตลอดสาย “นายพิพัฒน์” ออกมายอมรับว่า จะมีการขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด 22 ปี 5 เดือน ให้กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการ Double Deck จากงามวงศ์วาน - พระราม 9 และลดค่าทางด่วนในเมืองเหลือไม่เกิน 50 บาท จากเดิม 90 บาท
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ กทพ. ไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทางพิเศษระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต 3.98 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้งบลงทุนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เดิมจะพัฒนา และจัดเก็บค่าผ่านทาง แต่รัฐบาลต้องการให้เปิดบริการฟรี ดังนั้นจึงต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแหล่งเงินมาอุดหนุนการยกเว้นค่าผ่านทาง
ท้ายที่สุดคงต้องจับตาดูถึงผลลัพธ์ที่แท้จริง นโยบาย “ลดค่าครองชีพ” ด้วยสารพัดแนวทางหาเงินไปอุดหนุนชดเชยรายได้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน หรือเพื่อประชานิยมแก่พรรคการเมือง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





