วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

ทุน ‘รัสเซีย-จีน-ฮ่องกง’ ถือหุ้น 4 บริษัทไทยเสี่ยงโยงสงครามยูเครน

ทุน ‘รัสเซีย-จีน-ฮ่องกง’ ถือหุ้น 4 บริษัทไทยเสี่ยงโยงสงครามยูเครน

กรมการค้าต่างประเทศ เผย สหราชอาณาจักร ขึ้นบัญชี 4 บริษัทไทยโยงช่วยรัสเซียโจมตียูเครน มีพฤติกรรมนำเข้าส่งออกสินค้าควบคุมเสี่ยงไปผลิตอาวุธ พบทุน “รัสเซีย-จีน-ฮ่องกง” ถือหุ้น เตรียมเชิญชี้แจงเกี่ยวกับกฎหมาย UK

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2568 กระทรวงการต่างประเทศ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักรประกาศขึ้นบัญชีเพิ่มเติมรายชื่อบุคคล และนิติบุคคลของประเทศที่สาม 

สหราชอาณาจักรพบว่าให้ความช่วยเหลือรัสเซียในสงครามยูเครน ตามกฎหมายว่าด้วยการคว่ำบาตรต่อรัสเซียปี 2019 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.2563 เป็นบุคคล และนิติบุคคล 39 ราย เรือ 51 ลำ ทั้งนี้ มีบริษัทไทยถูกขึ้นบัญชีรวมจำนวน 4 แห่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ 4 บริษัทไทยที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า และส่งออกไปรัสเซีย ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ 4 บริษัทนี้ส่งออกไปรัสเซียอยู่ในกลุ่มสินค้า CHPL (Common High Priority List) 

สำหรับสินค้ารายการดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีความสำคัญสูงเป็นพิเศษ รวมทั้งเป็นรายการสินค้าที่สหรัฐ และพันธมิตรควบคุมการส่งออกไปรัสเซียเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในการทหารเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการในยูเครน โดยส่วนใหญ่ใหญ่เป็นกลุ่ม ชิป อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงส่วนประกอบ และส่วนประกอบของอากาศยาน 

ทั้งนี้ มีจำนวน 50 พิกัดรายการ ซึ่งพันธมิตร 4 ประเทศคือ สหรัฐ UK ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (EU) ประกาศห้ามส่งออกไปยังรัสเซีย รวมทั้งหากประเทศที่สามส่งออกไปรัสเซียก็จะถูกขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

นอกจากนี้ UK จะไม่ทำธุรกรรมกับ 4 บริษัทดังกล่าว แต่บริษัทดำเนินธุรกิจได้ในไทยได้ตามปกติ รวมถึงดำเนินธุรกิจกับประเทศอื่นได้ยกเว้น UK และกลุ่มประเทศพันธมิตร ซึ่งการขึ้นบัญชีดำครั้งนี้อาจจะส่งผลทางอ้อมให้ประเทศอื่นไม่ทำธุรกิจด้วยเพราะเห็นว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ

สำหรับทั้ง 4 บริษัทจัดตั้ง และจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย มีที่ตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยว มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวไทย รัสเซีย จีน และฮ่องกง 

บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในไทยได้ แต่ใช้ช่องทางในการทำธุรกิจส่งออกกลุ่มสินค้า CHPL ไปยังรัสเซีย เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการแซงซั่นจาก UK ซึ่งบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำดังกล่าวของ UK ชี้แจงได้หากเห็นว่าการทำธุรกิจของตนไม่เกี่ยวข้อง แต่ต้องใช้เวลานาน และขั้นตอนยุ่งยาก 

ดังนั้นส่วนใหญ่จะใช้วิธีการปิดบริษัทแล้วไปเปิดบริษัทใหม่จะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า นอกจาก 4 บริษัทนี้ก็ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายในลักษณะนี้อีกซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามการที่มีบริษัทที่ตั้งอยู่ในไทย และส่งสินค้าในกลุ่ม CHPL แล้วถูก UK ขึ้นบัญชีดำส่งผลเฉพาะตัวต่อบริษัทที่ไม่สามารถค้าขายหรือทำธุรกรรมใดๆ กับ UK และ 4 ประเทศพันธมิตร 

แต่ในทางอ้อมก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือไทยประกาศตัวเป็นกลาง ซึ่งไทยทำได้แค่ประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจกับรัสเซียให้รับทราบถึงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียของ UK เท่านั้น ไม่สามารถออกประกาศชัดเจนถึงการห้ามส่งออกสินค้า CHPL ไปรัสเซียได้

UK เข้มกฎหมายต่อต้านสงครามรัสเซีย

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการคว่ำบาตรต่อรัสเซียของสหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการทำสงครามของรัสเซียต่อยูเครน โดยมีข้อกำหนดดังนี้

1.บุคคลหรือนิติบุคคลใดมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงของการบ่อนทำลายความมั่นคงของยูเครน 

2.บุคคลหรือนิติบุคคลใดมีกิจกรรมทางการค้าที่เป็นการสนับสนุนรัสเซียจะถูกประกาศรายชื่อ 

3.ห้ามมิให้บุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติอังกฤษ บริษัทที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของสหราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น หรือแม้แต่บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับสหราชอาณาจักร (UK Nexus) เข้าไปทำธุรกรรมด้านการค้า การเงิน และการลงทุนด้วย

4.บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีดังกล่าว อาจถูกอายัดทรัพย์สินหรือถูกปฏิเสธการให้บริการทางการเงินจากสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย หรือบริษัทขนส่งของสหราชอาณาจักร

เชิญบริษัทมาชี้แจงกฎหมาย UK

นางอารดา กล่าวว่า ไทยมีนโยบายที่เป็นกลางต่อกรณีความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครนรวมถึงประเทศตะวันตก อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศเช่นเดียวกัน 

อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกฎหมายภายในประเทศที่นำออกมาเพื่อใช้บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลของประเทศตนเองไม่ให้ทำธุรกรรมด้านการค้า การเงิน และการลงทุนใดๆ

ในกรณีประกาศล่าสุดนี้ พบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนในไทยถูกขึ้นบัญชีดังกล่าว และย่อมจะได้รับผลดังกล่าวด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน และอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยได้ในสายตาของกลุ่มประเทศตะวันตก ที่เป็นตลาดที่สำคัญของสินค้าส่งออกไทย

"กรมการค้าต่างประเทศ ไม่นิ่งนอนใจต่อกรณีนี้ อยู่ระหว่างการเชิญบริษัทที่จดทะเบียนในไทยดังกล่าวมาหารือเพื่อทำความเข้าใจต่อกฎหมายดังกล่าว และชี้แจงต่อผลกระทบอันที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท และไทยในภาพรวม"

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเตือนไปยังภาคเอกชนของไทย ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้ส่งออกไทย และภาคธุรกิจได้รับทราบถึงกฎหมาย และประกาศล่าสุดดังกล่าว และขอให้ดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศด้วยความรอบคอบ

ในปี 2567 การค้าระหว่างไทย-สหราชอาณาจักรมีมูลค่ารวม 234,544 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 147,025 ล้านบาท ไทยนำเข้าสินค้าจาก สหราชอาณาจักรมูลค่า 87,519 ล้านบาท ไทยเกินดุลการค้า 59,506 ล้านบาท

ขณะที่การค้าไทย-รัสเซียมีมูลค่ารวม 55,898 ล้านบาท เป็นการส่งออกไปรัสเซีย 31,026 ล้านบาท และนำเข้าจากรัสเซีย 24,871 ล้านบาท เกินดุลการค้ารัสเซีย 6,115 ล้านบาท

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์