วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว ตั้ง AMC แก้หนี้ NPL เฟสแรก 6.2 หมื่นล้าน 2.3 ล้านบัญชี

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว ตั้ง AMC แก้หนี้ NPL เฟสแรก 6.2 หมื่นล้าน 2.3 ล้านบัญชี

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว ตั้ง AMC แก้หนี้ NPL รับซื้อหนี้เสียประชาชนที่มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท จากสถาบันการเงิน ระยะแรก 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันทำแค่ครั้งเดียวเพื่อไม่ให้กระทบวินัยการเงินในอนาคต

วันนี้ (3 พ.ย. 68) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 3 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นประธาน มีการแถลงข่าว โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC)  โดยนายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าว

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ครม.เศรษฐกิจในวันนี้เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์ หรือการตั้ง “AMC” ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว

เนื่องจากรัฐบาลพบว่าปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยบางส่วนกำลังประสบปัญหา ทั้งการมีภาระหนี้สูงโดยเฉพาะหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน การผ่อนชำระหนี้ไม่ไหวจนกลายเป็นหนี้ค้างชำระ การที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายทำให้ถูกทวงหนี้จากเจ้าหนี้หลายแห่ง และทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้

ดังนั้น กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวต่อไป 

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนเป้าหมายที่ต้องการแก้ไขประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท

โดยในระยะแรกเป็นการดำเนินการแก้หนี้ NPL ผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC โดยเร็ว ซึ่งจะมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 พ.ย.68 และธปท.จะมีการ MOU กับธนาคารเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งในการดำเนินการในระยะนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท โดยเป็นการแก้ปัญหาลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์  ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขาย และโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรน และเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น 

นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง  โดยSFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น   

“การดำเนินการในสองส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-banks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด” นายเอกนิติ กล่าว

 จากการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ในครั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนรายย่อยซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาภาระหนี้จนกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาชีวิต และปัญหาสังคม และเศรษฐกิจในภาพรวม สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือของ AMC ได้รับการปรับโครงหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระปกติมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยเร็ว และยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว ตั้ง AMC แก้หนี้ NPL เฟสแรก 6.2 หมื่นล้าน 2.3 ล้านบัญชี

ด้านนายลวรณ กล่าวว่า ลูกหนี้ที่โอนเข้ามาใน AMC นี้จะได้รับรหัสพิเศษ (รหัส 16) ในเครดิตบูโรซึ่งทำให้ ไม่จำเป็นต้องรอถึง 3 ปี เพื่อขอสินเชื่อใหม่ หากลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ใหม่ที่ลดภาระแล้วได้ตามวินัยอาจจะเป็น 1, 3 หรือ 6 เดือนสถาบันการเงินสามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่ที่จะใช้เครื่องมือ อารีย์ สกอร์ ที่กระทรวงการคลัง จัดทำขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ที่เคยเป็น NPL แต่มีวินัย โดยสินเชื่อใหม่ที่ให้กับลูกหนี้ที่กลับมามีวินัยจะเน้นสินเชื่อที่ไปเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน หรือเพื่อไปประกอบธุรกิจเพื่อทำให้สามารถพ้นจากการเป็นหนี้เสียได้อย่างยั่งยืน

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว ตั้ง AMC แก้หนี้ NPL เฟสแรก 6.2 หมื่นล้าน 2.3 ล้านบัญชี

ขณะที่นายวิทัย ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุว่าโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ธปท. กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน ซึ่งเราเน้นไปที่การแก้หนี้จำนวนคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงการรักษา วินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินจากคลัง แต่จะใช้แหล่งเงินที่เหลือจากโครงการ "คุณสู้เราช่วย" ซึ่งมาจากเงินที่ลดการนำส่งกองทุน FIDF ที่ลดลงจาก 0.46% เหลือ 0.23% มาใช้ในการดำเนินโครงการ โดยมาตรการการผ่อนปรนนี้จะเป็นการดำเนินการ "ครั้งเดียว" สำหรับลูกหนี้ NPL ที่เกิดขึ้นก่อน 30 กันยายนปีนี้เท่านั้น ส่วนในอนาคตเราไม่สามารถจะบอกว่าจะทำโครงการในลักษณะนี้เพราะถ้าจะทำในอนาคตจะเป็นการส่งสัญญาณว่าจะทำให้เสียวินัยเพราะฉะนั้นเราก็จะทำครั้งเดียว

ด้านนายผยง กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือกันที่รวมศูนย์ที่ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการแก้หนี้ในครั้งนี้ ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้ในแต่ละประเภท แยกเป็นก้อนๆ แต่ยังไม่ได้ยึด “ลูกหนี้” เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงกิจกรรมในครั้งนี้ จึงถือเป็นหลักคิดครั้งแรก ที่จะเปลี่ยนมุมมองใหม่จากการมองก้อนหนี้ มาเป็นการมอง ลูกหนี้เป็นจุดศูนย์กลาง

นั่นหมายความว่า เราจะมองกำลัง และความสามารถของลูกหนี้แต่ละรายโดยอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ลูกหนี้แต่ละกลุ่มมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในลักษณะใดบ้าง

“นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของลูกหนี้ อย่างเป็นระบบเพราะถ้าไม่มองให้ ลูกหนี้อยู่ตรงศูนย์กลางก็จะมองไม่รอบด้าน และจะทำให้มาตรการช่วยเหลือที่ออกมาไม่ตรงจุด” นายผยง กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์