background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

‘อีอีซี’กับเสาหลักที่ 5 ที่ว่าด้วยการลงทุนเพื่ออนาคต

‘อีอีซี’กับเสาหลักที่ 5 ที่ว่าด้วยการลงทุนเพื่ออนาคต

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ประกอบไปด้วย 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก โดยเสาหลักที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคต สร้างอุตสาหกรรมใหม่

โดยในรายละเอียด ได้กล่าวถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว การจัดทำ Fast Pass เพื่อเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุมัติอนุญาตที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือการจับมือกับภาคเอกชนในการ reskill upskill แรงงาน ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเสาหลักที่ 5 นี้

เมื่อพิจารณาแนวคิดของเสาหลักที่ 5 นี้โดยละเอียดแล้ว ก็ทำให้นึกถึงโครงการอีอีซี หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกซึ่งเคยเป็นนโยบายหลักของประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นของอีอีซี มาจนถึงวันนี้ มีบทเรียนที่เราต้องถอดกันหลายเรื่องหลายราว แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสาหลักที่ 5 การลงทุนเพื่ออนาคตนั้น ขอชวนคิดชวนคุยเพียงเรื่องเดียว คือ การเร่งรัดและสนับสนุนการลงทุน

หนึ่งในสารตั้งต้นของอีอีซี คือความพยายามที่จะเร่งรัดและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ปรากฏในเหตุผลและความจำเป็นของพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ว่า... เพื่อดำเนินการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นระบบและโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ...

พ.ร.บ. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญมากและเกี่ยวข้องกับเสาหลักที่ 5 โดยตรง อาทิ มาตรา 6 (2) จัดให้มีการบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรเพื่อลดอุปสรรคและต้นทุนในการประกอบกิจการ  มาตรา 7 (1) และ (4) กำหนดให้รัฐจัดให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมถึงสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการประกอบกิจการและการอยู่อาศัย โดยลดชั้นตอนในการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็ว… และมาตราที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการส่งเสริมสนับสนุนการลงทุน คือมาตรา 9 ที่ระบุว่า...หากคณะกรรมการนโยบายเห็นว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งใดก่อให้เกิดความไม่สะดวกหรือล่าช้า มีความซ้ำซ้อนหรือเป็นการเพิ่มภาระการดำเนินการโดยไม่จำเป็น หรือมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่นใด ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้มีการดำเนินการปรับปรุง หรือมีกฎหมายขึ้นใหม่...คำถามคือ ปัจจุบันได้มีการดำเนินการตามมาตราเหล่านี้มากน้อยเพียงใดแล้วและถ้าหากดำเนินการได้ดี จะสามารถช่วยลดปัญหาการลงทุนค้างท่อได้มากใช่หรือไม่ เพราะโครงการลงทุนจำนวนมากที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนไปนั้นอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

กฎหมาย อีอีซี ได้ออกแบบการจัดการกับคอขวดต่างๆ ไว้แล้วพอสมควร โดยมาตรา 43 กำหนดให้เลขาธิการสำนักงาน อีอีซี เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต หรือให้ความเห็นชอบในกฎหมายที่ว่าด้วย การขุดดินและถมดิน การควบคุมอาคาร การจดทะเบียนเครื่องจักร การสาธารณสุข การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ต่อในราชอาณาจักร ทะเบียนพาณิชย์ โรงงาน และการจัดสรรที่ดิน โดยเลขาธิการฯ สามารถเสนอแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขของกฎหมายเหล่านี้ได้ เพื่อให้การอนุมัติอนุญาตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การดำเนินการตามมาตรา 43 จนถึงปัจจุบันนี้ ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดคอขวดของการลงทุนไปมากน้อยเพียงใดแล้ว มีผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ที่สามารถนำมาปรับใช้กับเสาหลักที่ 5 ได้แล้วอย่างไรบ้างหรือไม่

พื้นที่ในภาคตะวันออกรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายค่อนข้างมาก นักลงทุนเริ่มหาที่ดินที่เหมาะสมแก่การลงทุนได้ยากขึ้น มาตรา 36 ของ พ.ร.บ. อีอีซี กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจให้สำนักงานอีอีซี เข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน สปก. โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนเขตปฏิรูปที่ดินสำหรับที่ดินส่วนนั้น นอกจากนี้ มาตรา 53 ยังได้กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายมีมติให้นำที่ราชพัสดุมาใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ให้อำนาจทั้งปวงของกรมธนารักษ์เกี่ยวกับที่ราชพัสุดนั้นเป็นอำนาจของสำนักงานอีอีซี ผู้เขียนเข้าใจว่าได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินตามทั้ง 2 มาตราไปบ้างแล้ว แต่คำถามคือ ที่ดินดังกล่าวได้มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เกิดประสิทธิภาพต่อเสาหลักที่ 5 มากน้อยเพียงใด และจำดำเนินการต่อไปอย่างไรได้บ้าง

อีกคอขวดหนึ่งของการลงทุนที่มีการพูดถึงกันมากคือ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA EHIA ซึ่งกฎหมาย อีอีซี มาตรา 8 ให้อำนาจคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการเป็นการเฉพาะได้ รวมถึงให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีหน้าที่ศึกษาหรือจัดทำรายงานได้ และกำหนดให้การพิจารณาและให้ความเห็นชอบต้องแล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานที่ถูกต้องและมีข้อมูลครบถ้วน ซึ่งผู้เขียนเข้าใจดี ว่าในทางปฏิบัติจริงอาจมีข้อติดขัดอยู่บ้าง แต่อยากให้ได้ลองพิจารณาถึงเจตนาของมาตรานี้ และหาทางนำไปสู่การปฏิบัติที่คล่องตัวต่อไป

แน่นอนว่า เมื่อต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน กฎหมายอีอีซี ย่อมต้องให้อำนาจเกี่ยวกับสิทธิประโยขน์ต่างๆ ไว้เช่นกัน ผู้เขียนเห็นว่าจุดแข็งของกฎหมายอีอีซี อยู่ที่สิทธิประโยขน์ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ซึ่งนอกจากเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 54 สิทธิในการไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยศุลการกรทั้งหมดหรือบางส่วนตามมาตรา 57 และสิทธิเกี่ยวกับใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งอาจให้ผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพในประเทศอื่น สามารถประกอบวิชาชีพนั้นในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ตามมาตรา 59

ถึงแม้การพัฒนาโครงการอีอีซี ที่ผ่านมาจะมีการสะดุดติดขัดอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนเชื่อว่าประเทศไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากการดำเนินการตามกฎหมายอีอีซี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ได้อีกมาก และหวังที่จะเห็นการใช้กฎหมายอีอีซี เพื่อสนับสนุนเสาหลักที่ 5 ของรัฐบาลให้สำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป