วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

TDRI เร่งรัฐ ‘กิโยตินกฎหมาย’ หั่นข้อจำกัดลงทุน หนุนขีดความสามารถ

TDRI เร่งรัฐ ‘กิโยตินกฎหมาย’  หั่นข้อจำกัดลงทุน หนุนขีดความสามารถ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาเรื่อง “กิโยตินกฎหมาย” ซึ่งเป็นกระบวนการทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการลงทุนในไทย โดยผลักดันมาตั้งแต่ปี 2561 เสนอให้แก้ไขกฎหมายเกือบ 20 ฉบับ เกี่ยวเนื่องกับ 20 หน่วยงานภาครัฐ แต่ปัจจุบันดำเนินการไปเพียง 30%

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าการ “กิโยตินกฎหมาย” โดยระบุว่า TDRI ศึกษาและผลักดันมานานและปัจจุบันแก้ไขตามข้อเสนอ TDRI ไปเพียง 30% ส่วนที่เหลือยังไม่ดำเนินการเพราะหลายหน่วยงานอาจไม่เห็นด้วย และส่วนมากระบุว่ากำลังดำเนินการ โดย TDRI พยายามติดต่อและติดตามผลต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นตัวอย่างกฎหมาย TDRI ศึกษาและพบว่าควรเร่งแก้ไข ในงานวิจัยนั้นครอบคลุมกฎหมายเกือบ 20 ฉบับ เกี่ยวเนื่องกับ 20 กว่าหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเรื่องที่ยังไม่ค่อยเดินหน้า ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย หรือเรื่องด้านสาธารณสุข และกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงพาณิชย์

ดร.กิรติพงศ์ กล่าวว่า ตัวอย่างกฎหมายที่ TDRI ศึกษาและพบเป็นปัญหาต่อขีดความสามารถทางการลงทุน อาทิ กฎหมาย Work Permit ของคนต่างด้าว พบว่าไทยมีข้อจำกัดเมื่อคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศจะต้องขออนุญาตเข้ามา และต้องรายงานตัวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกระทรวงแรงงานทุก 90 วัน เป็นประเด็นปัญหามากสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทย

สำหรับปัญหาเรื่อง Work Permit ของคนต่างด้าว ไม่เอื้อต่อการเข้ามาทำงานในไทยมาก เพราะจะพบว่าปัจจุบันคนต่างชาติต่อแถวกันเยอะมากที่ศูนย์ราชการเพื่อรายงานตัวตามกำหนด บางครั้งมีเด็กนักเรียนต่างชาติต้องโดดเรียนเพื่อมารายงานตัว

"กรณี Work Permit เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้แก้ไขและไม่เอื้อต่อต่างชาติเข้ามาทำงานหรือเรียนในไทย”

นอกจากนี้ TDRI มองว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจและบริบทในปัจจุบัน การปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประเทศต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันมีกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งกฎหมายเหล่านี้สร้างต้นทุน สร้างความยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายจึงต้องรีบดำเนินการ

สำหรับประเด็นสำคัญที่มองว่าประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อลดข้อจำกัดทางการลงทุน คือ 

1.ความซ้ำซ้อนของการรายงานในภาคตลาดทุน เพราะภาคตลาดทุนเป็นหัวใจสำคัญของนักลงทุน ทุกวันนี้มีเงื่อนไขบริษัทจดทะเบียนต้องทำรายงานประจำปีและงบการเงิน รวมถึงต้องส่งรายงานประจำปีให้กับหน่วยงานต่างๆ แยกกัน

โดยบริษัทที่จดทะเบียนจะต้องส่งรายงานประจำปีไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่คล้ายกันก็ตาม แต่การทำเอกสารเหล่านี้ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ซึ่งเป็นความซ้ำซ้อนที่สามารถแก้ไขได้ โดยควรแก้กฎหมายให้สามารถส่งเพียงครั้งเดียว และให้เอกสารเชื่อมโยงถึงกันได้

2.การเชิญประชุมผู้ถือหุ้น โดยกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ระบุการเชิญผู้ถือหุ้นต้องส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งปัจจุบันเข้ายุค Thailand 4.0 ส่งอีเมลได้ แต่เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้แก้ไข ดังนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกลับกัน คือ ให้การส่งทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลัก โดยให้ทางไปรษณีย์เป็นทางเสริมสำหรับผู้ที่ไม่สะดวก 

ดังนั้นหากแก้ไขข้อจำกัดนี้ได้จะลดต้นทุนเพราะใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก เป็นภาระต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่ต้องประชุมผู้ถือหุ้น

“ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมายไม่เอื้ออำนวยแม้ปัจจุบันรวบรวมเป็นสถิติชัดเจนไม่ได้แต่สิ่งที่บอกได้ คือยุคนี้รายได้หาได้ยากขึ้น ยิ่งลดต้นทุนได้มากเท่าไหร่แสดงว่าภาคเอกชนจะมีเงินเหลือที่ไปทำประโยชน์อื่นมากขึ้น สะท้อนว่าการลงทุนในไทยมีผลตอบแทนที่ดี ถ้าทำตรงนี้ได้จะทำให้ไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ”

"ขณะนี้เวียดนามประเทศคู่แข่งในอาเซียนได้กิโยตินกฎหมายจำนวนมาก ล่าสุดเวียดนามลดขนาดภาครัฐ รวมถึงยุบรวมจังหวัดให้น้อยลงและตัดกฎหมายที่ไม่จำเป็น"

การดำเนินการดังกล่าวทำให้เวียดนามลดจำนวนข้าราชการไปหลักแสนคน ซึ่งการกิโยตินกฎหมายและปรับโครงสร้างระบบราชการทำให้ความซ้ำซ้อนของระบบราชการน้อยลง และเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ

ทั้งนี้ TDRI ต้องการสะท้อนถึงความสำคัญของการกิโยตินกฎหมาย เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งในการจูงใจนักลงทุนต่างชาติ

นอกเหนือจากเรื่องกฎระเบียบและประสิทธิภาพภาครัฐแล้ว ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เช่น ทักษะแรงงาน และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน