การประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 24–28 ต.ค. 2568 ปิดฉากลงแล้ว กับความสำเร็จในการที่อาเซียนเตรียมรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ เร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค
พร้อมทั้งต้อนรับสมาชิกใหม่โดยผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามและต้อนรับ ติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการเป็นประเทศที่ 11
"ศุภจี สุธรรมพันธ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมเวทีอาเซียน เป็นครั้งแรก ในฐานะรัฐมนตรีการค้าจากไทย โดยร่วมการผลักดันการเจรจา "ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน" (ASEAN Digital Economy Framework Agreement :DEFA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของแผนงานบันดาร์เสรีเบกาวัน (BSBR) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเป็นรูปธรรม และสนับสนุนวิสัยทัศน์ AEC หลังปี 2568 รวมถึงการฟื้นตัวหลังโควิด-19
ในวาระด้านความยั่งยืน นางศุภจีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่อาเซียนต้องแปลงวาระการลดคาร์บอน เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจภาคทะเล ให้เป็นการดำเนินการที่จับต้องได้จริง พร้อมเสนอให้มีกลไกการประสานงานและติดตามผลที่เป็นระบบเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ให้กับภูมิภาค
ในส่วนของท่าทีไทยในการรับมือภูมิเศรษฐศาสตร์ ไทยได้เน้นย้ำให้อาเซียนให้ความร่วมมือด้านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (ROOs) เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ถ่ายเทสินค้าผ่านประเทศที่สาม และปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีประสิทธิภาพ
ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นางศุภจีได้ขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจที่จัดโดยสภาธุรกิจอาเซียน ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี โดยย้ำต่อนักธุรกิจกว่า 500 คน ถึงนโยบายรัฐบาลที่เน้น "เร่งเครื่องเศรษฐกิจ กระตุ้นสั้น มีผลยาว" พร้อมชูแผนระยะยาวในการใช้จุดแข็งด้านการเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารภูมิภาค ผลักดันเอกชนสู่มาตรฐาน ESG และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
สำหรับบทบาทบนเวทีการค้าสำคัญนั้น นางศุภจี ได้เป็นตัวแทนไทยในการประกาศ แถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐอเมริกาว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบสำหรับการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน
การลงนามลงนามพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านระหว่างสมาชิกอาเซียนกับจีน หรือ ACFTA 3.0 เพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังเข้าร่วมประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำ RCEP ครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากความตกลงเริ่มมีผลใช้
โดยที่ประชุมห็นพ้องรักษาการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้าง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในการทำการค้า ลงทุน เร่งขยายสมาชิกใหม่ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์รับจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม RCEP ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ในช่วงวันที่ 16-17 พ.ย.2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเวทีอาเซียน 'ศุภจี' เดินสายต่อทันที! โดยบินไปเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting: AMM) และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.– 1 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นการประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้าจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค ต่อยอดความร่วมมือการค้าหลังปิดฉากภารกิจอาเซียน
โดยในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคนางศุภจีจะหารือทวิภาคีกับประเทศคูค้า อาทิ นายยอ ฮัน-กู รัฐมนตรีการค้า ของกระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและทรัพยากรของเกาหลีใต้ )และหารือกับนางเกลาเดีย ซันอูเอซา ริเบโรส (Mrs. Claudia Sanhueza Riveros) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สาธารณรัฐชิลี เพื่อกระชับความสัมพันธุ์ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุน เป็นต้น





