background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

เวทีสัมมนา ปชป. 3 กูรูชำแหละปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ฉุดรั้งประเทศ

เวทีสัมมนา ปชป. 3 กูรูชำแหละปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ฉุดรั้งประเทศ

ปชป.เปิดเวทีสัมมนา "ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง"  “บรรยง” ชี้ ไทยเผชิญภาวะโตช้า - 8 ดัชนีหลักไม่ติดอันดับ ด้าน“จรีพร”ซีอีโอจาก WHA ชี้ ไทยอาจถึง "จุดต่ำสุด" เร่งปรับภาครัฐ-ฝ่ายค้าน รับระเบียบโลกใหม่ แนะ 3 สร้าง 'คน-สู้-โอกาส' พลิกฟื้นประเทศ “สุวิทย์” ชำแหละ 3 ปัญหาโครงสร้างหลัก ฉุดรั้งประเทศ

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ "ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง" โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) , นางสาวจรีพร จารุกรสกุลประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  , และ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมร่วมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

พร้อมข้อเสนอแนะถึงสิ่งที่พรรคการเมืองควรเร่งดำเนินการเพื่อพาประเทศไทยพ้นจากภาวะถดถอยดำเนินรายการโดย นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า งานสัมมนานี้ เกิดจากการสนทนาระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่เห็นตรงกันว่าสิ่งที่พรรคต้องการทำคือ การ เปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ ใน 2 ประเด็นหลักคือ การเมืองต้องกลับมาสนใจภาพใหญ่ของประเทศ  สังเกตว่าข่าวการเมืองกับข่าวสังคม-เศรษฐกิจ เหมือนมาจากคนละโลก ไม่เชื่อมโยงกัน

ในขณะที่ประชาชนมีความทุกข์ความกังวล แต่การเมืองกลับไม่มาถกเถียงในประเด็นสำคัญที่ท้าทายที่สุดของประเทศ คือการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป และพรรคการเมืองจะต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

นายบรรยง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยมี GDP เติบโตสูงถึง 9-10% แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์ GDP ก็ลดลงเหลือ 5% จนกระทั่งเหลือ 1% ในช่วงโควิด-19 และการฟื้นตัวของไทยเป็นไปอย่างช้ากว่าประเทศอื่น ขณะที่ช่องว่าง GDP ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วกำลังแคบลง

จากการวิเคราะห์ 8 ดัชนีที่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น GDP, อัตราเงินเฟ้อ, การส่งออก, การคอร์รัปชั่น, การกระจายตัว, สถาบัน และความยั่งยืน พบว่า ประเทศไทย ไม่ติดอันดับ 1 ใน 50 ของดัชนีใด ๆ เลย โดยบางดัชนีมีคะแนนตามหลังประเทศเกาหลีเหนือ มีเพียงดัชนีเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นคือ ดัชนีคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ โดยการประเมินและปรับปรุง เพื่อให้ไทยพ้นจากภาวะการเติบโตช้าและความถดถอยในเชิงโครงสร้าง

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดวิกฤต แต่ควร ใช้โอกาสที่มีอยู่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก

ประเทศไทยอาจอยู่ใน "จุดที่ต่ำที่สุด" แล้ว และประชาชนมีความคาดหวังสูงต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากทนต่อความยากลำบากมานาน แต่สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ภาคเอกชน, รัฐบาล, การศึกษา, และประชาชนทั่วไป

โดยก็ยังมีข้อกังวลอย่างยิ่งต่อ ประสิทธิภาพและความโปร่งใสของภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหา การทุจริต ความไร้ประสิทธิภาพ และการวางแผนที่ไม่เพียงพอ รวมถึงการ ไม่ตอบสนอง ต่อการเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย

 ขณะที่ฝ่ายค้านต้องปรับตัวให้เป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง สร้างสรรค์ มีคุณภาพ และตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่า "คนไทยไม่โง่" และสามารถแยกแยะได้ว่าการค้านใดเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือเพื่อทำลาย

 

 

นางสาวจรีพร กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สภาพภูมิอากาศ เทรนด์ไฮเทค และสังคมผู้สูงวัย แต่ยังเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพและยังเป็น หมุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ เพราะมีปัจจัยเอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ และพลังงานสะอาด

“ ภาคเอกชนต้องการผู้นำที่มี ความเป็นผู้นำ ซื่อสัตย์ สุจริต และประเทศไทยต้องมี 3 สร้าง คือ สร้างคน สร้างสู้ สร้างโอกาส เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาผงาดอีกครั้ง”นางสาวจรีพร   กล่าว

 

 

นายสุวิทย์ กล่าวว่า การเมืองไทยจะรับมือกับ "โลกป่วน" ได้อย่างไร ในขณะที่ไทยกำลังอยู่ในภาวะ "ป่วย" ดังนั้นคำถามคือ นักการเมืองที่จะมาตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างไร ที่ผ่านมาจีดีพีเติบโตต่ำจะทำอย่างไรให้จีดีพีไทยกลับมาเติบโตมากกว่า 5 % คำตอบส่วนหนึ่งก็มาจากการเมือง นอกจากนี้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยแรงงานหรือทรัพยากรราคาถูกได้อีกต่อไป และยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังถูกบีบอยู่ระหว่างกลุ่มประเทศที่มีต้นทุนต่ำกับกลุ่มประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง

นายสุวิทย์  กล่าวว่า ไทยต้องเจอกับ 3 ประเด็นเชิงโครงสร้างหลัก ที่ฉุดรั้งประเทศและเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของประเทศไทย คือ การปกครองโดยกฎหมาย (Rule by Law) แทนที่จะเป็น หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่แท้จริง การคอร์รัปชันที่แพร่หลายและกลายเป็นเรื่องปกติ (normalized corruption) และความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ยังต้องเจอกับวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่เรียกว่า 3 ป. (Political Vicious Circle) ซึ่งประกอบด้วย: การปฏิวัติ (Coups)  ประชาธิปไตยเทียม (Pseudo-democracy) >การประท้วงต่อต้าน (Protests and resistance)   วงจรนี้บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมาอย่างยาวนาน โดยในประวัติศาสตร์ไทยกว่า 90 ปี ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ผ่านคุณสมบัติ 3 เรื่อง คือ ความชอบธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ได้เลย

ที่ผ่านรัฐบาลง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทะเลาะกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องให้เวทีเขา ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคการเมืองไปกล่อมเกลา ดังนั้น พรรคต้องมีการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ เข้าด้วยกัน ”นายสุวิทย์ กล่าว