นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแสดงความเห็นต่อทิศทางการเจรจาการค้าของไทย โดยกล่าวเตือนรัฐบาลว่า หากในอนาคตประเทศไทยมีศักยภาพและพิจารณาจะดำเนินการในประเด็น "แรร์เอิร์ธ" (Rare Earth) ก็ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส บนมาตรฐานสากล โดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลควรตระหนักถึงมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศเสียประโยชน์
ทั้งนี้ นายพิชัย ยืนยันว่า ในช่วงที่ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ไม่เคยมีการหารือประเด็นแรร์เอิร์ธในโต๊ะเจรจาแต่อย่างใด
ภายหลังจากที่ทำเนียบขาวสหรัฐ ได้มีการเปิดเผย “แถลงการณ์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน” (Framework for a United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) โดยนายพิชัย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ระบุว่า "ขอชื่นชมรัฐบาลปัจจุบันที่เดินหน้ายึดหลักผลประโยชน์ของประเทศที่มีประชาชนไทยเป็นศูนย์กลาง ตามหลักการเดิมที่ทีมเจรจาภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยได้วางรากฐานไว้"
นายพิชัย ชี้ว่า การประกาศแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และภายใต้กรอบความตกลงฉบับใหม่นี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือเชิงลึกเพื่อสร้างข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรม สมดุล และยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า เอกสารฉบับนี้เป็นเพียง "แถลงการณ์ร่วม" มิใช่ข้อตกลงผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขั้นต่อไปยังต้องเจรจารายละเอียดของตัวความตกลง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเปิดเผย โปร่งใส เพื่อให้ผลประโยชน์ของประเทศ เกษตรกร และแรงงานไทยได้รับการคุ้มครองสูงสุด
นายพิชัย ระบุว่า ในช่วงที่ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ได้ทำการบ้านอย่างรอบคอบ ร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรม และเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เงื่อนไขการเปิดตลาดและผลประโยชน์ที่จะแลกเปลี่ยนกันสามารถทำได้จริงและเอื้อต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ โดยมีหลักการสำคัญคือ "ผลประโยชน์ร่วมและความเป็นธรรม" (Mutual Benefit and Fairness)
ทั้งนี้ การเจรจาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเปิดตลาดสินค้า แต่ยังรวมถึงโอกาสในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจของไทยให้โปร่งใสและแข่งขันได้มากขึ้น เช่น การปรับปรุงขั้นตอนศุลกากรและระบบใบอนุญาตให้ทันสมัย ลดการผูกขาด, การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและแรงงาน, การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และการทุจริต และการส่งเสริมมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่เป็นธรรม
สำหรับประเด็นที่ถูกกล่าวถึงว่า “ไทยจะเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ ถึง 99%” นั้น นายพิชัย ชี้แจงว่า ในรายละเอียดต้องเข้าใจว่ายังมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ชัดเจน เช่น หลายรายการเป็นการเปิดแบบ “ทยอย” หรือมี “โควต้า” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัว และสินค้าหลายกลุ่ม เช่น ผลไม้เมืองหนาว หรือผลิตภัณฑ์จากนม ก็เป็นสินค้าที่เราเปิดให้ประเทศอื่นอยู่แล้ว ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น รถยนต์พวงมาลัยซ้าย หรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรมบางชนิด แทบไม่มีตลาดในประเทศไทย
ในทางกลับกัน ไทยเองก็จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงานที่มีศักยภาพ เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง (DDGS) สำหรับอาหารสัตว์ที่ตลาดยังต้องการ, ก๊าซ LNG และผลิตภัณฑ์พลังงานที่สหรัฐฯ พร้อมส่งมอบในราคาที่เป็นธรรม และการจัดซื้อเครื่องบิน Boeing เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบิน
"ทั้งหมดนี้จะต้องเป็นไปภายใต้หลักการ ‘ไทยอยากซื้อ – สหรัฐอยากขาย – ต้องเป็นธรรมต่อไทย’ พร้อมทั้งมีกลไกคุ้มครองเกษตรกร เช่น การกำหนด Import Window และสัดส่วนการนำเข้าต่อการรับซื้อผลผลิตในประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อภาคเกษตรกรรม"
นายพิชัย สรุปว่า เศรษฐกิจที่แข่งขันได้เกิดจากกติกาที่เป็นธรรม ไม่ใช่การเปิดตลาดแบบไร้เงื่อนไข และความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ใช่เรื่องใครได้ใครเสีย แต่เป็นความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมที่เป็นธรรม
"สุดท้าย ผมขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่สานต่อเจตนารมณ์ของทีมเจรจาเดิม และหวังว่ากรอบความร่วมมือนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าที่เท่าเทียม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกัน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย" นายพิชัย กล่าว





