วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

MOU แร่หายากสหรัฐไม่ผูกพันกฎหมาย กพร. ชี้ หนุนไทยใช้เทคโนโลยี–ขีดแข่งขัน

MOU แร่หายากสหรัฐไม่ผูกพันกฎหมาย กพร. ชี้ หนุนไทยใช้เทคโนโลยี–ขีดแข่งขัน

“กรมเหมืองแร่” ยันข้อตกลงร่วม “ทรัมป์–อนุทิน” เป็นเพียงกรอบความร่วมมือ สร้างความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยยังไม่มีเหมืองแร่หายากในเชิงพาณิชย์ ทุกขั้นตอนต้องปฏิบัติตามกฎหมายและสิ่งแวดล้อมของไทย

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า “ข้อตกลงแร่หายาก” ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่ถูกมองว่าอาจกระทบต่อผลประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียง “บันทึกความเข้าใจ (MOU)” ไม่ใช่สัญญาผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถยกเลิกได้โดยแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร และมีผลในลักษณะ “กรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนา” มากกว่าการให้สิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ แบบผูกพันถาวร

ทั้งนี้ ข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ว่าด้วย “ความร่วมมือเพื่อสร้างความหลากหลายและความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากทั่วโลก” ได้ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 

โดยสาระสำคัญของ MOU มุ่งส่งเสริมความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth Elements – REEs) ให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และโปร่งใส รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายอดิทัต กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจนี้ไม่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพียงกรอบความร่วมมือเพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และโอกาสการลงทุน ซึ่งจะเกิดขึ้นจริงได้ต่อเมื่อมีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอ และอยู่ภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด

สำหรับ MOU ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 5 ด้าน ได้แก่

1. เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก พัฒนาและขยายระบบแร่หายากให้ปลอดภัยและยืดหยุ่น

2. ส่งเสริมการค้าและการลงทุน ร่วมมือในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่หายาก

3. เพิ่มมูลค่าภายในประเทศ สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์มากกว่าการส่งออกวัตถุดิบ

4. ยกระดับมาตรฐานและธรรมาภิบาล สร้างระบบการกำกับดูแลที่โปร่งใสตามมาตรฐานสากล

5. สร้างตลาดที่เปิดกว้างและโปร่งใส  ผลักดันให้ตลาดแร่หายากเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือภายใต้ MOU ครอบคลุม 7 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. การแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย

2. การวิเคราะห์ทรัพยากร โดยสหรัฐฯ จะช่วยประเมินศักยภาพและฐานทรัพยากรแร่หายากของไทย

3. สิทธิการลงทุนลำดับแรก บริษัทจากทั้งสองประเทศจะได้รับโอกาสลงทุนก่อน ภายใต้กรอบกฎหมายไทย

4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างบุคลากรไทยที่มีความเชี่ยวชาญ

5. การปรับปรุงกฎระเบียบและการอนุญาต ให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

6. คุ้มครองด้านความมั่นคง โดยทั้งสองฝ่ายสามารถระงับการซื้อขายสินทรัพย์แร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ

7. การกำหนดมาตรฐานตลาดและราคาขั้นต่ำ (Price Floor) เพื่อสร้างเสถียรภาพและคุ้มครองผู้ผลิต

นายอดิทัต เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีเหมืองแร่หายากที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ข้อมูลที่ระบุว่าไทยเป็นผู้ส่งออกแร่หายากอันดับต้น ๆ ของโลกนั้น เป็นเพียงผลจากการนำเข้าวัตถุดิบแร่จากต่างประเทศมา “แต่งแร่” แล้วส่งออกต่อ ไม่ได้เกิดจากทรัพยากรภายในประเทศ

“สิ่งที่ลือกันว่าไทยยกแร่หายากให้สหรัฐฯ ไม่เป็นความจริง เพราะเรายังไม่มีแหล่งผลิตในประเทศ และการสำรวจหรือการลงทุนใด ๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม”

สำหรับข้อตกลงนี้ ได้ผ่านการตรวจสอบและหารือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยมีการต่อรองถ้อยคำในเอกสารหลายรอบ เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบต่ออธิปไตยด้านทรัพยากรธรรมชาติ

“เรามองว่า MOU นี้คือโอกาสในการยกระดับเทคโนโลยีและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย เพื่อให้ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ โดยยังคงรักษาอำนาจการกำกับดูแลภายในประเทศอย่างเต็มที่” นายอดิทัต กล่าว

นายอดิทัต กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีมาตรฐาน” โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ ๆ ที่มีแร่หายากเป็นส่วนประกอบหลัก

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไทยจะไม่เสียสิทธิ์ในทรัพยากร แต่จะได้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมของเราให้ยั่งยืนมากขึ้น” นายอดิทัต กล่าว

รายงานข่าว ระบุว่า ปัจจุบัน “แร่หายาก” เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงอาวุธยุทธภัณฑ์และ AI Server ซึ่งทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่สมดุลของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากจีนครองสัดส่วนการผลิตและแปรรูปกว่า 70% ของตลาดโลก ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเร่งกระจายแหล่งผลิตเพื่อลดการพึ่งพาจีน

ในบริบทนี้ ไทยถูกมองว่าเป็น “จุดยุทธศาสตร์ใหม่” ของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ที่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากและเทคโนโลยีสะอาดได้ในอนาคต ขณะที่รัฐบาลไทยมุ่งเน้น “เพิ่มมูลค่าภายในประเทศ” ไม่ใช่เพียงส่งออกวัตถุดิบ แต่ต่อยอดสู่การผลิตขั้นกลาง–ขั้นปลาย เช่น แมกเนตถาวร (Permanent Magnet) และวัสดุพลังงานขั้นสูง