ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (24 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.00 น. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเดินทางเข้าพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน โดยภายหลังหารือนายกรัฐมนตรี จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลในการผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชนต่อไป
สำหรับการจัดทำโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน นั้น ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งล่าสุด ได้เห็นชอบการดำเนินมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุก่อนหน้านี้ว่า มาตรการด้านพลังงานที่รัฐบาลจะผลักดันออกมาได้ในปี 2568 นี้ทันที มีอยู่ 3 โครงการหลัก คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์เพื่อการเกษตร และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยทั้ง 3 โครงการหลักนี้ คาดว่า จะนำเข้ามาให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า
สำหรับมาตรการ การสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนทั้ง 3 โครงการ มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้
1.โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำหนดกลุ่มเป้าหมายคือ ชุมชนในพื้นที่ ที่มีศักยภาพ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ไปจนถึงการเปิดรับซื้อจนครบเป้าหมายที่ 1,500 เมกะวัตต์ โดยเอกชนผู้พัฒนาโครงการจะรับผิดชอบตั้งแต่การลงทุนติดตั้งระบบ และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดโครงการ โดยร่วมมือกับชุมชนพิจารณาพื้นที่ ที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาโครงการ และครัวเรือนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่โครงการจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
ขณะเดียวกันชุมชนจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ในด้านการพัฒนาหรือสวัสดิการของชุมชน เช่น การสาธารณสุข การสาธารณูปโภค และการศึกษา จากเอกชนผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งหน่วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากโครงการจะเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐ
ทั้งนี้คาดว่าครัวเรือนในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 80 สตางค์ต่อหน่วย เกิดเงินลงทุนภาคเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 1,785 คน และยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนทดแทนไฟฟ้าจากระบบจำหน่าย 0.976 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
2.โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เป็นโครงการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายอันเกิดจากต้นทุนค่าไฟฟ้าหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้สำหรับการจัดหาน้ำเพื่อเกษตรกรรม สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายลดลง และจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์
กำหนดกลุ่มเป้าหมายภายใต้พื้นที่ ที่มีศักยภาพรวม 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 700,000 ไร่ วงเงินงบประมาณรวม 12,496 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบ่งเป็นระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ระยะ 50 ระบบ (ดำเนินการทันที) วงเงินงบประมาณรวม 536 ล้านบาท พื้นที่เกษตรที่เสี่ยงภัยแล้งมาก 15,225 ไร่ ครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ 1,315 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด คาดว่า จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3.5 เมกะวัตต์ เกษตรกรประหยัดค่าไฟจากการสูบน้ำ 23.5 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 1,500 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรเพาะปลูกพืชได้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) มากขึ้น
รวมทั้งสามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งโดยปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น พืชผัก ถั่ว เป็นต้น มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 66.14 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 4,300 บาท/ไร่/ปี ส่งผลให้ภาพรวมเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายลดลง และรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาท/ไร่/ปี และเกิดการจ้างงานจากงานก่อสร้างระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ 600 คน
ระยะที่ 2 ระยะขยายผลเพิ่มเติมจำนวน 1,150 ระบบ วงเงินงบประมาณรวม 11,960 ล้านบาท ประกอบด้วย ระยะ 450 โครงการ ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2569 วงเงินงบประมาณ 4,680 ล้านบาท ระยะ 700 ระบบ ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ.2570-2571 วงเงินงบประมาณ 7,280 ล้านบาท
คาดว่า จะช่วยให้พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งมากได้รับประโยชน์มากกว่า 700,000 ไร่ จำนวนครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 23,000 ครัวเรือน ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 84 เมกะวัตต์ ปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร 405 ล้านล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
อย่างไรก็ตามยังมีการประเมินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งสองระยะ คือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 63,875 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 12,100 ล้านบาท/ปี และเกิดการจ้างงานจากงานก่อสร้างระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ 13,800 คน
3. การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี เป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และลดการใช้พลังงานให้กับประชาชนในกลุ่มบ้านอยู่อาศัย เพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนติดตั้งระบบด้วยการเร่งให้เกิดความคุ้มค่า และมีระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นผ่านการใช้มาตรการภาษี รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น
กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านอยู่อาศัย (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย) จำนวน 90,000 ครัวเรือน และเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (1) - 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี
โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดทำหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ที่เป็นระบบเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า และเป็นการติดตั้งใหม่ ในขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุดต่อหลัง
โดยสามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยจะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อทำการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ทั้งนี้ ประมินว่า การดำเนินโครงการนี้จะทำให้การไฟฟ้าสูญเสียรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 2,466.24 ล้านบาท และภาครัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี 2,700 ล้านบาท แต่จะมีผลประโยชน์คือ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากการลงทุนประมาณ 20,250 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ 450 คน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





