วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

'นิพนธ์' แนะไทยรีเซตโครงสร้างเกษตร ห่วงเสียขีดแข่งขัน หลุดวงโคจร 'ครัวโลก'

'นิพนธ์' แนะไทยรีเซตโครงสร้างเกษตร ห่วงเสียขีดแข่งขัน หลุดวงโคจร 'ครัวโลก'

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook Out of the Trap จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ วันนี้ (9 ต.ค.68) ว่าทางออกของภาคเกษตรกรรมไทยมี 3 แนวทางหลัก แต่ที่สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องเร่งด่วนคือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต

ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยมีความสำเร็จมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยสามารถเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อส่งออกได้สำเร็จทั้งนี้โครงสร้างเศรษฐกิจได้เปลี่ยนผ่านจากเกษตรยังชีพเป็นเกษตรพาณิชย์และเกษตรอุตสาหกรรม นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออก และการลดลงของความยากจน ความสำเร็จในอดีตมาจากการ "เก่ง" จากความฉลาดของเกษตรกรในการปลูกเผื่อจากที่ดินที่มีมากพอ และ “เฮง” เนื่องการมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ดร.นิพนธ์ เตือนว่า ปัจจุบันประเทศไทยอ่อนแอลง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเห็นได้ชัดจากการเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้เวียดนาม และมีผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำเตี้ยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากในทุกพืช

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตรอ่อนแอคือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เคยประสบความสำเร็จมา เริ่มหยุดชะงักตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 การปรับโครงสร้างที่แท้จริงคือ การย้ายคนออกจากกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งมีแรงงานเกือบ 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8% ไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูงกว่า

'นิพนธ์' แนะไทยรีเซตโครงสร้างเกษตร ห่วงเสียขีดแข่งขัน หลุดวงโคจร 'ครัวโลก'

นอกจากนี้การเติบโตของภาคเกษตรไม่ได้มีเทคโนโลยีเป็นต้นตออีกต่อไป เนื่องจาก การลงทุนวิจัยในภาคเกษตรลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่างกรณีข้าว ที่มี GDP กว่า 200,000 ล้านบาท แต่กรมการข้าวลงทุนวิจัยเพียง 180 ล้านบาท ปัญหาแบบนี้ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องนำพันธุ์ข้าวเวียดนามเข้ามาปลูกแทนในปัจจุบัน

ประชานิยมซ้ำเติมภาคเกษตรอ่อนแอ 

ดร.นิพนธ์ ระบุด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วย นโยบายประชานิยม ซึ่งมีการแจกเงินจำนวนมหาศาล บางปีมากกว่างบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ทั้งกระทรวง ทำให้เกษตรกร ไม่จำเป็นต้องปรับตัว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ต่อหัวของเกษตรกรกับนอกภาคเกษตรที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ต่างจากมาเลเซียเกือบ 5 เท่าตัว

“ภาคเกษตรของไทยเจอปัญหาใหญ่ในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากประเทศไทยไม่ปรับตัวอย่างเร่งด่วน อาจทำให้สถานะการเป็น "ครัวโลก" ที่ส่งออกอาหารคุณภาพสูง กลายเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าราคาถูก หรืออาจถึงขั้นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรได้ในอนาคต” ดร.นิพนธ์ กล่าว

แนะกระจายอำนาจ และการสร้างงานในชนบท

ดร.นิพนธ์ กล่าวต่อว่างานวิจัยล่าสุดพบว่า ดัชนีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคการเกษตรของไทยอยู่ในอันดับที่ 87 จาก 182 ประเทศ และดัชนีผลิตภาพก็อยู่ในอันดับ 87 เช่นเดียวกัน ดังนั้นหัวใจของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต และลดความเหลื่อมล้ำคือ การย้ายแรงงานออก จากเกษตรต้นน้ำไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในกลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร, การค้าปลีกที่มีการแข่งขัน, การขนส่ง, ภัตตาคาร, โรงแรม และการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างงานที่มีรายได้ และใช้ทักษะดีขึ้น

ดังนั้นรัฐบาลต้องมีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยการ กระจายอำนาจสู่ชนบท เน้นการสร้างงานใหม่ๆ ในต่างจังหวัดผ่านห่วงโซ่คุณค่าอาหาร-เกษตร (agri-food value chain) ควบคู่กับการฝึกอบรมแรงงาน ทั้งนี้รัฐบาลควรเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเร่งด่วนเพื่อวางรากฐานการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ และการแก้กฎหมายสำคัญ แม้รัฐบาลจะมีอายุเพียง 4-6 เดือน เพื่อให้คนไทยมีความหวัง

ทั้งนี้ดร.นิพนธ์ ได้เสนอมาตรการที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อเป็นรากฐานในการปรับตัวของภาคเกษตรไทย  ดังนี้

  1. การลงทุนวิจัย และเทคโนโลยี : รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายให้งานวิจัยพื้นฐานของรัฐในภาคเกษตรต้องถึง 2% ของ GDP ภาคเกษตร เพื่อเพิ่มผลิตภาพให้ได้มากกว่า 2-3% ต่อปี
  2. ปฏิรูปการจัดสรรทุนวิจัย : ต้องมีการตั้งโจทย์วิจัยที่มาจากส่วนบน และเน้นโจทย์สำคัญของประเทศ (เช่น การแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง)
  3. สร้างแรงจูงใจเอกชน : ต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน (ซึ่งลงทุนวิจัยมากกว่าภาครัฐ แต่เน้นด้านการตลาด) หันมาลงทุนในงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม (Spillover) ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี
  4. จัดการทรัพยากรน้ำ: ต้องขยายผลการจัดการน้ำชุมชนที่ประสบความสำเร็จแล้วโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  5. เปลี่ยนระบบส่งเสริมเกษตร : ต้องเปลี่ยนจากการที่รัฐเป็นผู้คิด ผู้ทำ และผู้ประเมินผลเอง ไปเป็นระบบใหม่ที่กลุ่มเกษตรกร และเอกชนร่วมกันเสนอโครงการ และรัฐเป็นผู้ประเมินผล และให้การสนับสนุนทางวิชาการ
  6. เปลี่ยนระบบการอุดหนุน: ต้องเปลี่ยนจากการแจกเงินแบบให้เปล่าเป็นการอุดหนุนที่มีวัตถุประสงค์และมีการประเมินผล ยกเว้นการประกันราคาเมื่อสินค้าตกต่ำซึ่งยังมีความจำเป็น
  7. การปรับโครงสร้างที่สำคัญต้องมีการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของประเทศไทย ได้แก่  กฎหมายการเช่าที่ดินเกษตร : ต้องแก้ไขให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเจ้าของที่ดิน และผู้เช่า เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้เจ้าของที่ดินมากเกินไป ทำให้ไม่เกิดการเช่า ซึ่งการเช่าที่ดินถือเป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวย และกฎหมายบังคับคดี : ต้องแก้ไขปัญหาการบังคับคดีที่ดินซึ่งใช้เวลานาน และควรลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่ดินที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์ที่ 1-2% เท่านั้น

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์