วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘วิรไท’ ถอดบทเรียนฟื้น ‘การบินไทย’ แนะบอร์ดรัฐวิสาหกิจลดสัดส่วนกรรมการภาครัฐ

‘วิรไท’ ถอดบทเรียนฟื้น ‘การบินไทย’  แนะบอร์ดรัฐวิสาหกิจลดสัดส่วนกรรมการภาครัฐ

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดสัมนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform”  โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมงานหลายคน นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อการเสวนาหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง” โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่าการฟื้นฟูการบินไทยถือเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปโครงสร้างและบทบาทของภาครัฐในเชิงสถาบันที่ควรลดบทบาทในการเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติงาน (operator) การปฏิรูปการบินไทยแสดงให้เห็นว่า รัฐไม่จำเป็นต้องเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติงาน และควรให้คนที่เป็นมืออาชีพ (professional) เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการแทน ซึ่งประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของปัญหาด้านธรรมาภิบาล (governance) และความรับผิดชอบ (accountability) ในองค์กรที่ต้องมีการแข่งขันในระดับโลก

ทั้งนี้การบินไทยถือเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นการปฏิรูปที่น่าทึ่งเรียกได้ว่า “ว้าว” ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ ในอดีตการบินไทยเคยเป็น สายการบินแห่งชาติที่เป็นรัฐวิสาหกิจ และหลายคนคิดว่าสายการบินนี้ไม่น่าจะรอดแล้ว

ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 สายการบินแห่งชาติอื่น ๆ ทั่วโลกแม้แต่ประเทศใหญ่ ๆ มักจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล แต่การบินไทยเป็นหนึ่งในสายการบินส่วนน้อยของโลกที่ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเลยแต่ก็สามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ แนวทางการแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดการปฏิรูปคือตามที่ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวไว้ว่าให้การบินไทยปลดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ

‘วิรไท’ ถอดบทเรียนฟื้น ‘การบินไทย’  แนะบอร์ดรัฐวิสาหกิจลดสัดส่วนกรรมการภาครัฐ

“การที่การบินไทยไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป ทำให้มีความคล่องตัวในการปฏิรูปองค์กร ปัจจุบัน การบินไทย ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว และสามารถปฏิรูปกลับมาได้ด้วยมืออาชีพจากภาคเอกชน แต่สิ่งที่ต้องจับตาก็คือแม้ว่าการบินไทยจะสามารถปฏิรูปได้ด้วยมืออาชีพจากภาคเอกชนแล้ว แต่กลับพบว่ากรรมการชุดใหม่ที่ถูกแต่งตั้งเข้าไปกลับเป็น ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐทั้งนั้นซึ่งต้องจับตาต่อไปว่าจะเกิดผลอย่างไรในระยะต่อไป”

ภาครัฐควรลดบทบาท operator

นายวิรไท กล่าวย้ำด้วยว่าปัญหาหนึ่งที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศคือ ภาครัฐชอบไปเป็น operator ซึ่งทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่และขาดประสิทธิภาพ ในขณะที่บทบาทสำคัญที่รัฐควรเน้นคือการเป็นผู้กำหนดนโยบาย (policy maker) และผู้กำกับดูแล (regulator) เท่านั้น

นอกจากนั้นสิ่งที่ควรพูดถึงก็คือในเรื่องของความรับผิดชอบ (Accountability) ที่ขาดหายไป โดยกรรมการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรต้องมีความรับผิดชอบต่อความสำเร็จและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรของรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันในระดับโลกกลับมีปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ

โดยสิ่งที่สังเกตเห็นก็คือปัจจุบันรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีสัดส่วนกรรมการจากภาครัฐที่สูงเกินไป โดยพบว่ามีสัดส่วนของ ข้าราชการ หรืออดีตข้าราชการ อยู่ในคณะกรรมการในระดับที่สูงมาก มากกว่า 40% ในหลายแห่ง

แนะลดสัดส่วนกรรมการภาครัฐในบอร์ดรสก.

เขายังเสนอแนะด้วยว่าควรจะมีกติกาขึ้นมาว่า รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ห้ามมีกรรมการที่มาจากภาครัฐเกิน 25% ของกรรมการทั้งหมด

โดยสัดส่วนนี้จะช่วยให้เกิดการสรรหามืออาชีพ ภายนอกมาทำหน้าที่บริหารจัดการ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันในการจัดการทรัพย์สินของภาครัฐ จะทำให้รัฐวิสาหกิจกลายเป็นแหล่งในการสร้างรายได้ ให้กับภาครัฐ แทนที่จะเป็นแหล่งรายจ่ายเหมือนหลายรัฐวิสาหกิจที่ยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

“การที่ข้าราชการระดับสูงที่มีภารกิจเต็มเวลาอยู่แล้ว เข้ามาเป็นกรรมการจำนวนมาก อาจส่งผลให้ขาดการบริหารจัดการจากมืออาชีพ (professional) ที่มีความเชี่ยวชาญในการแข่งขันระดับโลก และยังกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรที่จำเป็นต้องมีการแข่งขันมากขึ้นในอนาคต”นายวิรไท กล่าว