วันนี้ (22 ก.ย.2568) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MLF Sustainable Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ โดยในเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤติโลก ทางออกไทย” ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ดร.กรินทร์ กล่าวว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (Climate Change) จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของโลก และประเทศต่างๆ อย่างมาก จากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบว่าหากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเพิ่มขึ้น 3.2% ในปี 2050 จะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมากถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่มากกว่าในช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดในปี 2020 – 2022 มากถึง 6 เท่า
โดยในส่วนของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือกระทบประมาณ 45% ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งความเสียหายในระดับนี้เป็นมูลค่าที่มหาศาลซึ่งยากที่จะมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาได้
ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายจาก ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้มีการพูดถึงเครื่องมือทางการเงินที่จะเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหานี้โดยภาคธนาคารทั่วโลกถือว่ามีส่วนสำคัญ โดยได้มีการใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี 2023 นั้นทั่วโลก มีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global climate finance) ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ (adaptation) ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก
อย่างไรก็ตามในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับ Global climate finance จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2030 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2031 – 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 – 5 เท่าจากในปัจจุบัน
ทั้งนี้คาดว่าเม็ดเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2023 ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงาน และการขนส่ง (energy and transportation) ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการ การสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และการสร้างความยั่งยืนดังกล่าวนี้ทำให้กสิกรไทยมีการเพิ่มสัดส่วนการออกสินเชื่อในส่วนที่เป็น Sustainable Finance & Investment จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความต้องการจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





