วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

หนุนคนละครึ่ง 'ปรับเงื่อนไข' ชูโมเดลจีน เพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำต่อวัน

หนุนคนละครึ่ง 'ปรับเงื่อนไข' ชูโมเดลจีน เพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำต่อวัน

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนโยบายเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปการลดค่าครองชีพ และแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่งที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง หลังได้รับการตอบรับดีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังได้ออกมายืนยันความพร้อมในการดำเนินการ

สำหรับโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนตอบรับ โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการมา 5 เฟส รวมวงเงิน 234,500 ล้านบาท ในระหว่างปี 2563-2565 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในช่วงโควิด-19

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมเต็มที่สำหรับโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายชัดเจน โดยทางเทคนิคระบบมีความพร้อมเพราะเคยดำเนินการมาแล้วผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง

ส่วนด้านงบประมาณหากเริ่มหลังวันที่ 1 ต.ค.2568 จะใช้งบประมาณปี 2569 จากงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงิน 25,000 ล้านบาท และหากจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้นก็โยกจากงบประมาณกลางมาใช้ได้

นายลวรณ กล่าวว่า การดำเนินการจะทำได้เร็วเพราะร้านค้าที่เคยเข้าร่วม และยังไม่ได้ลบแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ยังคงใช้งานต่อได้ทันทีหลังจากเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ ส่วนรายละเอียดของโครงการ เช่น กลุ่มเป้าหมายหรือสัดส่วนการร่วมจ่ายจะขึ้นกับนโยบายรัฐบาล แต่ทางแพลตฟอร์มที่พัฒนาไว้รองรับได้ทุกรูปแบบตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน เพราะขึ้นกับขนาดโครงการ และปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบต่อวัน แต่ยืนยันว่าทางเทคนิค และด้านงบประมาณพร้อมเต็มที่

ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ระบุว่า มอบหมายว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา และเมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้จะดำเนินการทันทีเพราะมีน้อยไม่มาก ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นระดับจุลภาค และมหภาคมีแน่นอน

เวลามีน้อยแนะเดินหน้าให้เร็ว

รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยมีประเด็นหลักต้องพิจารณารอบด้าน แบ่งเป็น 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเร่งแก้ ได้แก่ 

1. ปัญหาเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภค เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง และประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย 

2.มาตรการภาษีเพื่อรองรับภาษีนำเข้าสหรัฐ

3.ประสิทธิภาพทางการคลัง และความยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องจาก Moody's ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทย โดยรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และสถาบันจัดอันดับเรตติ้งเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และจัดการหนี้สาธารณะได้ แม้มีความไม่แน่นอนทางการเมือง

รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า ระยะเวลา 4 เดือน เป็นทั้งจุดอ่อน และจุดแข็งของรัฐบาล โดยจุดอ่อนอยู่ที่รัฐบาลไม่สามารถออกนโยบายที่ต้องแก้ไขกฎหมายหรือ พ.ร.บ.ที่ต้องใช้เวลา และกระบวนการนาน

ส่วนจุดแข็ง คือ เวลาที่จำกัดทำให้รัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมาย (priority) ที่ชัดเจน ซึ่ง 3 เรื่องหลักข้างต้นเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีตที่ประสบความสำเร็จ เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่ามีเวลาจำกัดจึงต้องเดินหน้าเร็ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องกระสุนทางการคลัง ที่มีจำกัด งบประมาณเหลือไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องนำงบอื่นมาสนับสนุน และคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้โครงการคนละครึ่ง 2.0 สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่จำกัด

ชงเพิ่มเงื่อนไขใช้จ่ายขั้นต่ำ

รวมทั้งหากเปรียบเทียบโครงการคนละครึ่งกับโครงการแจกเงินดิจิทัล มองว่าการแจกเงิน 10,000 บาท ต่อคน อาจมีการรั่วไหลของเงินสูง และไม่ลงสู่รากหญ้าเท่าที่ควร เพราะเงินจำนวนมากอาจถูกนำไปซื้อสินค้านำเข้า แต่ทางกลับกันโครงการคนละครึ่งมีกลไกจำกัดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่ช่วยร้านค้าท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนกว่า

นอกจากนี้ การปรับเงื่อนไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้น เมื่อศึกษาโครงการคนละครึ่งในอดีตพบว่ามีค่า MPC (Marginal Propensity to Consume) หรือความโน้มเอียงในการบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4 หมายถึงรัฐให้เงิน 1 บาท คนใช้จ่ายเพียง 40 สตางค์ ซึ่งถือว่าไม่สูงนักเมื่อเทียบโครงการของจีนที่มีค่า MPC ถึง 3.0 

ทั้งนี้ เนื่องจากจีนใช้เงื่อนไขการใช้จ่ายขั้นต่ำ และกำหนดวันหมดอายุของคูปองเพื่อจูงใจให้คนเร่งใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลใหม่ควรทบทวนเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่งใหม่ อาทิ

1.เพิ่มเงื่อนไขการใช้จ่ายขั้นต่ำ เช่น ต้องใช้จ่าย 100 บาทขึ้นไปจึงจะได้รับส่วนลด

2.มีวันหมดอายุของส่วนลด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน

แนะรัฐบาลต้องกำหนดโจทย์ให้ชัด

รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า รัฐบาลต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าต้องการให้โครงการ “คนละครึ่ง” ตอบโจทย์อะไรให้มากที่สุด เช่น 

1.การช่วยร้านค้าขนาดเล็ก หากเป็นเช่นนั้น เงื่อนไขเดิมที่เน้นร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่จดทะเบียนนิติบุคคลก็เป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้

2.กระตุ้นการบริโภค หากเป็นเป้าหมายนี้ รัฐบาลต้องปรับเงื่อนไขการใช้จ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนนี้

หนุนคนละครึ่ง 'ปรับเงื่อนไข' ชูโมเดลจีน เพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำต่อวัน

“ความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ และสื่อสารกับนานาชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออีกครั้ง” ดร.อธิภัทร กล่าว

ชงเพิ่มวงเงินใช้จ่ายผ่าน “คนละครึ่ง”

นายอุปถัมป์ นิสิตสุขเจริญ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน กล่าวว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง 

ทั้งนี้ ถือเป็นวิธีเดียวในการจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยที่กำลังแย่ แต่ต้องเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายที่สูงขึ้นอีกเล็กน้อย และโครงการควรดำเนินการโดยเร็ว ให้ครอบคลุมไปในทุกธุรกิจ ไม่เพียงจำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร แต่กระจายไปยังท่องเที่ยวทั้งโรงแรม และอื่นๆ

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธาน กรรมการผู้จัดการบริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลใหม่จะปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือเดิมของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ค่อนข้างมีความสมบูรณ์แบบ และไม่ควรเปลี่ยนแอปพลิเคชันไปใช้แอปทางรัฐ

นอกจากนี้ โครงการคนละครึ่งยังถูกพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เพราะการจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที และส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

“โครงการคนละครึ่งควรทำให้เร็วสุด หยิบโครงการมาใช้เลย และหากรัฐบาลทำจะได้ใจประชาชนด้วย เหมือนที่นายกรัฐมนตรีใหม่ประกาศเดือนหน้าต้องมา พอคนรู้ต่างเฮ เพราะหากเปรียบเหมือนเศรษฐกิจ กำลังซื้อของคนเวลานี้เหมือนคนป่วย ปวดหัว การมีโครงการคนละครึ่งจะเป็นยาพาราเซตามอล พอให้แล้วหายเลย หรือแม้อาการป่วยไม่หายแต่ก็บรรเทาได้” นายมิลินทร์ กล่าว

เสนอปรับให้เข้าถึงหลากหลายขึ้น

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ โดยจากข้อมูลที่มีในระดับพื้นที่พบว่าโครงการนี้ได้พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และสามารถเป็นนโยบายที่ช่วยให้เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal sector) เข้าสู่ระบบด้วย ซึ่งก็จะทำให้ระบบภาษีของเราดีขึ้นไปด้วย

นอกจากนั้นนโยบายนี้ยังช่วยในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ (share benefit) ระหว่างผู้ประกอบการกับรัฐบาล แล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนไปในตัว

อย่างไรก็ตามหากโครงการนี้นำมาใช้ใหม่ควรมีการปรับปรุงนโยบายให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในท้องที่ และท้องถิ่นทั่วประเทศ ก็จะมีประโยชน์มากขึ้น รวมทั้งควรมีการกำหนดเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น เงื่อนไขที่จะจัดหาความช่วยเหลือให้กับครัวเรือนเปราะบาง หรือความสอดคล้องของนโยบายคนละครึ่งกับนโยบายอื่น เช่น บัตรสวัสดิการภาครัฐ เป็นต้น

“หากสามารถปรับปรุง และเพิ่มเงื่อนไขนโยบายจะเชื่อมโยงไปสู่ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานรากไปในตัว ไม่เกิดการกระจุกตัว” นายกิตติ กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์