วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์ เผย ครึ่งปี 68 จัดตั้งธุรกิจใหม่ทะลุ 4.3 หมื่นราย

พาณิชย์ เผย ครึ่งปี 68 จัดตั้งธุรกิจใหม่ทะลุ 4.3 หมื่นราย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เผย ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีจำนวน 43,838 ราย ทุนแตะ 1.5 แสนล้าน คาดครึ่งปีหลังจดทะเบียนธุรกิจเพิ่มจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  จับตาปัจจัยเสี่ยงจากภาษีทรัมป์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิ.ย. 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,023 ราย ลดลง 4.46% ทุนจดทะเบียน 18,113 ล้านบาท ลดลง 35.26  โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 580 ราย ทุนจดทะเบียน 1,083 ล้านบาท 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 387 ราย ทุนจดทะเบียน 1,332 ล้านบาท 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 295 ราย ทุนจดทะเบียน 511 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเดือนมิ.ย. มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัทราชดำริ ฮอลพิทอลลิตี้ แมเนจเมนท์ จำกัด ประกอบกิจการโรงแรม มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 2,600 ล้านบาท

ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมิ.ย. 2568 มีจำนวน 1,468 ราย เพิ่มขึ้น 3.67 % มีทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.16% ) ทั้งนี้ เดือนมิ.ย.มีบริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงเลิกประกอบกิจการถึง 3 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 4,324 ล้านบาท ธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 100 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 198 ล้านบาท  2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 84 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 436 ล้านบาท และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 74 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 177 ล้านบาท

พาณิชย์ เผย ครึ่งปี 68 จัดตั้งธุรกิจใหม่ทะลุ 4.3 หมื่นราย

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับภาพการจัดตั้งใหม่ในครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย. 2568) มีจำนวน 43,838 ราย ลดลง 5.49%  ทุนจดทะเบียน 149,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.80 % ธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 3,490 ราย 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2,870 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 1,832 ราย

การจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรก มีจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 3.39%  ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 30,544 ล้านบาท ลดลง 60.20%  โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 547 ราย 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 316 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 276 ราย

 ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรกของปี 2568 แม้ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจจะชะลอตัวบ้าง แต่เงินลงทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ในส่วนของการจดเลิกธุรกิจตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อยแต่ทุนเลิกลดลง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามวัฎจักรของการจดทะเบียนธุรกิจ  โดยสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดทะเบียนเลิกมีสัดส่วนอยู่ที่ 7:1 กล่าวคือ จัดตั้ง 7 ราย เลิก 1ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยของครึ่งปีแรกในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567)

 สำหรับธุรกิจที่เป็นแรงผลักดันให้การจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 มาจาก 5 ธุรกิจหลักๆ ได้แก่ 1. ขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เติบโตคิดเป็น 64.45% 2. โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด เติบโตคิดเป็น 48.93% 3. กิจกรรมทางกฎหมาย (สำนักงานหรือที่ปรึกษากฎหมาย) เติบโตคิดเป็น 46.79% 4. ขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เติบโตคิดเป็น 46.40%  และ 5.ขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร เติบโตคิดเป็น 21.05%

ธุรกิจที่การเติบโตลดลง เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 ได้แก่ 1. ขายปลีกสินค้าอื่นๆ ในร้านค้าทั่วไป ลดลงคิดเป็น 31.50% 2. กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง ลดลงคิดเป็น 29.11% 3.ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ลดลงคิดเป็น 26.05% 4.อสังหาริมทรัพย์ ลดลงคิดเป็น 21.50% และ 5.ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ลดลงคิดเป็น 12.97%

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,008,668 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 959,099 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.67 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 758,722 ราย หรือ 79.11% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.88 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 198,882 ราย หรือ 20.74% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด1,495 ราย หรือ 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.36 ล้านล้านบาท 

นิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 520,337 ราย ทุนจดทะเบียน 13.10 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 313,174 ราย ทุน 2.58 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 125,588 ราย ทุน 6.99 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.25%, 32.66% และ 13.09% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

นางอรมน กล่าวว่า  สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) คาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังของปี 2568 จะมีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีหลังของปี 2567 โดยอยู่ที่ประมาณ 41,000-42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2568 คาดว่ามียอดจดทะเบียนรวม 85,000 ราย ใกล้เคียงกับปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs ซึ่งช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้  ยังต้องจับตาผลกระทบจากสถานการณ์ มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tax) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งปีหลัง    ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะติดตามสถานการณ์และเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจับคู่ธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการตลาด การจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศต่อไป