วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นวาระสำคัญระดับโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่มาจาก แสงอาทิตย์ มีต้นทุนในการผลิต ถูกกว่า พลังงานที่มาจากฟอสซิล แล้ว เป็นที่ประจักษ์และใช้กัน ในหลายประเทศทั่วโลกและบางประเทศยังใช้เป็นพลังงานหลัก จึงทำให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ หากล่าช้า เราจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน (มพช.) กล่าวว่า มพช. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาและนำเสนอประเด็นที่สำคัญเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและควบคู่ไปกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในเขต EEC ยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้อย่างเพียงพอ ปัญหาหลักมาจากความล่าช้าในการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Third-Party Access: TPA) ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเชื่อมต่อและใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐได้อย่างอิสระ ความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านพลังงาน โดยแผนพลังงานชาติ (NEP) ไม่มีการประกาศใช้มานานกว่า 2 ปี สร้างความไม่แน่นอนในการลงทุนและการวางแผนสำหรับภาคธุรกิจ
ข้อจำกัดในการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ยังคงจำกัดเฉพาะบางกลุ่ม เช่น Data Center ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยยังคงชะลอการดำเนินการด้านพลังงานสะอาด จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อประเทศ ดังนี้

1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการพึ่งพาไฟฟ้าแบบ Green Tariff (UGT) ซึ่งมีราคาสูงและไม่ยืดหยุ่นพอ กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอน ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน สูญเสียโอกาสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เม็ดเงิน FDI  ที่เสี่ยงสูญเสีย TDRI ประเมินว่าไทยอาจสูญเสีย FDI ที่ต้องการพลังงานสะอาดสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

อีกทั้ง อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เสี่ยงสูญเสียโอกาส โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, ดิจิทัล (รวมถึง Data Center) และเทคโนโลยีสีเขียว อาจสูญเสียโอกาสในส่วนนี้ มากถึง 7 แสนล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้มีนโยบายชัดเจนในการใช้พลังงานสะอาดและจะเลือกไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างรวดเร็ว เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

2. ผลกระทบทางสังคม  การว่างงานเพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ล่าช้า อาจทำให้ภาคธุรกิจเดิมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เกิดการว่างงาน โดยไม่มี “งานสีเขียว” มารองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

3. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิล หากประเทศไทยไม่เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ยังต้องการรักษาฐาน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด อาจส่งผลให้ภาคการผลิตต้องหันมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลแทน ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ    

ปัจจุบัน Data Center ที่เป็นผลจากการลงทุนจากต่างประเทศ มีความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำนวนมากถึงกว่า 5,000 (เมกะวัตต์ชั่วโมง) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่พร้อมรองรับ ไม่เช่นนั้นนักลงทุนกลุ่มนี้จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทันที

เพื่อแก้ไขปัญหานี้และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มูลนิธิฯ จึงมีข้อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้ 1. เร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและขยาย Direct PPA ทั่วประเทศ (หากรัฐพร้อม) อาทิ เปิด TPA เร่งเปิดให้เอกชนเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งไฟฟ้าของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด, ขยาย Direct PPA: ขยายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้รายใหญ่ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และยกเลิก UGT โดยเปิดให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเอง เพราะภาครัฐไม่ทราบมาตรฐานที่ต่างชาติต้องการดีเท่า  ผู้ส่งออกและผู้ลงทุน

2. ใช้ พ.ร.บ. EEC เป็นกลไก "ทางรอด" ในระยะเร่งด่วน (หากรัฐยังช้า)
เนื่องจากแนวทางข้างต้นยังไม่มีความชัดเจนและอาจใช้เวลาในการดำเนินการ "ทางรอด" ที่สำคัญและรวดเร็วที่สุดสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC คือการใช้กลไกตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  พ.ศ. 2561 
(พ.ร.บ. EEC) มาเป็นเครื่องมือในการสร้างและจัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงจากแหล่งผลิตมายังภาคอุตสาหกรรม

อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. EEC มาตรา 6(3), 29, 30 และ 37(4) ให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตพลังงาน หากเห็นว่าโครงการนั้นเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ EEC และช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดำเนินการได้ทันที กพอ. สามารถอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจได้ทันที ซึ่งเป็นอำนาจคู่ขนานกับ กกพ. เหมาะสำหรับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น การรองรับนักลงทุน Data Center และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน

การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าใหม่  ภาคเอกชนสามารถลงทุนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดของตนเอง ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. EEC เพื่อจัดส่งไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งเป็น "ทางรอด" ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดของประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็น "หัวใจ" ของความสามารถในการแข่งขัน และ "เครื่องมือสำคัญ" ในการอยู่รอดของธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการรักษาและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้อง "ฟังเสียงภาคธุรกิจ" และ "สนับสนุนโดยไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม" การเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่งหรือการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายไฟสะอาดให้ตนเอง เป็นหนทางที่เร็วที่สุดในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และรับรองว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและนักลงทุนให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพร้อมเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่

ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันออกแบบแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน