วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

คลังสั่ง ธอส. อัดฉีด 1.5 แสนล้านบาทกระตุ้นอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง

คลังสั่ง ธอส. อัดฉีด 1.5 แสนล้านบาทกระตุ้นอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง

“พิชัย” มอบนโยบาย ธอส. เดินหน้าเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สั่งอัดฉีดสินเชื่อใหม่กว่า 1.5 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ การจ้างงาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยลดเป้าหมายกำไรเพื่อจัดสรรเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดย ธอส. ในฐานะกลไกหลักของรัฐบาลผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ให้เดินหน้าอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอีกกว่า 150,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อส่งอานิสงค์ด้านบวกต่อการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้ต่อไป

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อีกกว่า 150,000 ล้านบาท หลังจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท

ซึ่งจะทำให้ทั้งปี 2568 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ 241,780 ล้านบาท

เปิด 4 มาตรการ เติมเม็ดเงินอสังหาฯ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายดังกล่าว ธอส. ได้จัดทำ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

  1. สินเชื่อบ้าน Premier Home สำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง ที่ต้องการที่อยู่อาศัยวงเงินกู้ตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป เสนออัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้น 1.79% ต่อปี
  2. สินเชื่อซ่อม-แต่ง และ ซ่อม-แต่ง Plus สำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เพื่อปรับปรุงซ่อมแซม วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก คิดดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.00% ต่อปี และวงเงิน 200,000 บาทถัดมา คิดดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี
  3. สินเชื่อ Pre Finance Premium สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพ 27 จังหวัด อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.90% ต่อปี
  4. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ (DC3) สำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยจะได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเหลือเพียง 0% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

นอกจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ ธอส. ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาด้านรายได้อย่างต่อเนื่องและมีสถานะเป็น NPL ผ่าน “โครงการคุณสู้ เราช่วย” ตามนโยบายของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีลูกค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 80,939 บัญชี 

ขณะเดียวกัน ธอส. ยังได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ (SM) และ NPL ที่ไม่เข้าข่ายเกณฑ์ในโครงการคุณสู้ เราช่วย ซึ่งช่วยเหลือลูกค้าให้กลับมามีสถานะปกติและรักษาบ้านไว้ได้แล้วกว่า 373,000 บัญชี ผ่านโครงการต่างๆ แบ่งเป็น มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567 (HD1 - HD3) จำนวน 238,000 บัญชี และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC1-DC2) ในปี 2568 จำนวน 135,000 บัญชี

นายกมลภพ กล่าวย้ำว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ไม่ได้มุ่งเน้นทำกำไรสูงสุด แต่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามพันธกิจ "ทำให้คนไทยมีบ้าน" โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ให้อยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่น พร้อมขยายระยะเวลากู้สูงสุดถึง 80-85 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าโครงการ "บ้าน ธอส. โรงเรียนการเงิน" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยหรือขาดเอกสารแสดงที่มาของรายได้ สามารถสร้างวินัยทางการออมผ่าน Application: GHB ALL GEN เป็นเวลา 12 เดือน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ได้รับสินเชื่อผ่านโครงการนี้แล้วมากกว่า 50,000 ราย

"การดำเนินงานของ ธอส. นอกจากจะเป็นการเติมเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจและแก้ไขหนี้ให้กับลูกค้าแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำสินเชื่อที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของประเทศ และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Bank) ในอนาคต" นายกมลภพ กล่าว