วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ครม.’ เว้นภาษี Capital Gain สินทรัพย์ดิจิทัล หนุนไทยฮับการเงินภูมิภาค

‘ครม.’ เว้นภาษี Capital Gain สินทรัพย์ดิจิทัล หนุนไทยฮับการเงินภูมิภาค

ครม. ไฟเขียว "คลัง" เดินหน้ามาตรการภาษี ดันไทยสู่ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลโลก ยกเว้นภาษี Capital Gain ถึงปี 2572

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของโลก ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ โดยมาตรการสำคัญคือ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568 ถึง 31 ธ.ค.2572 หวังกระตุ้นตลาด และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยให้เติบโต ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ภาษีเพิ่มในระยะปานกลางไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุนที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีเงื่อนไขว่าธุรกรรมเหล่านั้นต้องเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange), นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker), และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer)
 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มาตรการเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ของโลก ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่มีทั้งกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล และกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล และที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัล และสนับสนุนให้การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลในคราวนี้ จะทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย รวมถึงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยเติบโตเพิ่มขึ้น ตลอดจนการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อันจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะสร้างรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นในระยะปานกลางไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท” 

นอกจากนี้ มาตรการภาษีนี้เป็นการสนับสนุนการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งมีการดำเนินการตามข้อแนะนำของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force (FATF)) จึงเชื่อมั่นได้ว่าธุรกรรมเหล่านี้จะมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ในส่วนของการสร้างความโปร่งใสในระดับสากล กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามกรอบการรายงานข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลแบบอัตโนมัติ (Crypto-Asset Reporting Framework: CARF) ของ OECD ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลกับประเทศทั่วโลก ซึ่งจะยิ่งทำให้การทำธุรกรรมทางสินทรัพย์ดิจิทัลมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์