background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

ฉากทัศน์การค้าโลกผลภาษีทรัมป์เอกชนตบเท้าจัดทัพรับเปลี่ยนผ่าน

ฉากทัศน์การค้าโลกผลภาษีทรัมป์เอกชนตบเท้าจัดทัพรับเปลี่ยนผ่าน

แนวโน้มการค้าโลกแย่ลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากอัตราภาษีศุลกากรที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า (trade policy uncertainty : TPU)

 จากมาตรการที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 เม.ย. รวมถึงการระงับ “ภาษีศุลกากรแบบตอบแทน”“reciprocal tariffs”โดยสหรัฐ

องค์การการค้าโลก (WTO) ได้เผยแพร่รายงาน  Global Trade Outlook and Statistics April 2025 ที่ประเมินว่าคาดการณ์ปริมาณการค้าสินค้าทั่วโลกจะลดลง0.2% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อยที่ 2.5% ในปี 2569

     อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ของ WTO ได้ใช้การจำลองนโยบายที่สร้างขึ้นโดย Global Trade Model ของWTOเพื่อปรับคาดการณ์การค้าจากภาวะปกติให้เป็นแบบรวมปัจจัยผลกระทบของภาษีศุลกากรและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

“คาดการณ์พื้นฐานโดยถือว่าสภาพแวดล้อมภาษีศุลกากรต่ำเหมือนในอดีตยังคงดำเนินต่อไปและมีความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นจุดเปรียบเทียบ กับคาดการณ์ที่นำปัจจัยมาตรการ14 เม.ย. รวมถึงการระงับภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันมาคำนวนด้วย” 

โดยปริมาณการค้าสินค้าทั่วโลกที่ยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางที่เกือบ 3% ต่อปีในสถานการณ์พื้นฐาน  แต่การค้าจะหดตัวลง0.2% ในปี 2568 ภายใต้สถานการณ์ที่รวมปัจจัยแปรปรวนต่างๆแล้ว ก่อนที่จะฟื้นตัวบางส่วนในปี 2569 ด้วยการขยายตัวปานกลางที่2.5%

ด้านคาดการณ์GDPโลก ที่ปัจจัยพื้่นฐาน การเติบโตของ GDP ของโลก อยู่ที่ 2.8% ในปี 2568 ก่อนที่จะลดลงเหลือ 2.6% ในปี 2569 แต่หลังจากการปรับแล้ว การเติบโตของ GDP ในปี 2568  ควรถึง 2.2% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์พื้นฐาน 0.6 จุดและปี 2569 จะอยู่ที่  2.4% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์พื้นฐาน 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ล่าสุด

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐประกาศขึ้นภาษีด้วยอัตราที่สูงมาก แม้ขณะนี้จะยังอยู่ในช่วงให้เวลาปรับตัว 90 วัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง60วันแล้ว การเตรียมตัวทั้งเพื่อเจรจาและปรับรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจำเกิดขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังการเข้าพบ อิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ได้หารือแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ แต่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐ (US Trade Barrier) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้ง ปัญหาสถานการณ์การส่งออกทุเรียนของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแนบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) ของสาร Basic Yellow 2 โดยหากไม่ได้การแก้ไขเป็นการเร่งด่วนจะทำให้ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทานของภาคการเกษตรไทย

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ได้เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตร ไปต่างประเทศ ดังนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการ Global Trade Task Force เพื่อสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมทั้ง พิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐ ที่จะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐ และเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับประสิทธิการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตลอดจน สนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพจากต่างประเทศมาแปรรูปแล้วส่งออกในรูปแบบสินค้ามูลค่าสูง

กรณีที่ สหรัฐ ได้มีคำสั่งบริหารฉบับใหม่ชื่อ “Restoring American Seafood Competitiveness” Executive Orders April 17, 2025 เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐ โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยประสานงานกับสหรัฐ พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าทูน่ากระป๋อง (160414) ที่ผลิตจากทูน่าของสหรัฐ ให้กับประเทศไทย (US MFN Rate ทูน่ากระป๋อง 12.5%) และลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีทั้งหมด (Non-Tariff Barriers: NTBs) รวมถึงเร่งรัดการเจรจา FTA เพื่อประโยชน์ทางสิทธิภาษีในด้านสินค้าประมง โดยต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ

2. หอการค้าไทยยังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการส่งออกทุเรียนไปจีน จึงขอให้จัดตั้ง  ทีมประเทศไทย แก้ไขปัญหาส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีน (Team Thailand)” 

3. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนดำเนินการควบคุมการใช้ ผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ครอบครองสารคลอร์ไพริฟอส ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

4. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ลดอุปสรรคต่อการส่งออก ทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่สุ่มเสี่ยง 5. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงและกรมปศุสัตว์ เร่งรัดการประสานงานกับ Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillances (FSVPS) เพื่อลดอุปสรรคการถูกระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจากประเทศรัสเซีย

6. เสนอให้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย โดยการเร่งรัดแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ทั้งด้านการเลี้ยงและการจับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

7. เสนอให้ยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 8. บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและร่วมประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนศูนย์ AFC

       โดยคณะกรรมการหอการค้าฯ ชุดที่ 26 ได้รวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านเกษตรและอาหาร (กรอ.กษ) เพื่อพิจารณานำประเด็นที่เกี่ยวข้องไปร่วมแก้ไขร่วมกันต่อไป

       ด้านณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐต่อไทย ร่วมด้วย นายสุรพล ปลื้มใจ และ นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM)

การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐที่มีผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ จำนวน 15 รายการ ใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตร และอัญมณีและเครื่องประดับ

โดยผู้แทนจากเอกชนร่วมกันเสนอข้อคิดเห็นและสะท้อนมุมมองความต้องการที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเสริมความเข็มแข็งให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย รวมถึงลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อาทิ การกำหนดมาตรการ กฎหมาย และบทลงโทษอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสาระสำคัญในกระบวนการผลิต การยืนยันแหล่งที่มาของสินค้าว่ามีแหล่งกำเนิดในไทยเพื่อป้องกันการสวมสิทธิส่งออก การกำหนดมาตรฐานสินค้าเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกแต่ไม่ได้คุณภาพ การส่งเสริมและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ การทบทวนหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อกลั่นกรองประเภทอุตสาหกรรมจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน การเป็นคนกลางเพื่อเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการเจรจาคู่ค้าทางธุรกิจในสหรัฐ เพื่อรักษาตลาดส่งออก รวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อการป้องกันสินค้าจีนเข้ามาแย่งพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดสินค้าของไทย 

นอกจากนี้ มีการเสนอให้รัฐบาลบูรณาการการทำงานเชิงนโยบาย รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ - เอกชน เพื่อปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันท่วงที ตลอดจนการสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้มีสัดส่วนการใช้สินค้าของไทยเพิ่มมากขึ้น

ฉากทัศน์การค้าโลกผลภาษีทรัมป์เอกชนตบเท้าจัดทัพรับเปลี่ยนผ่าน