background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

IMF เผย '4 หลุมพราง' ฉุดเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ปรับลดคาดการณ์เติบโตเหลือ 1.8% แนะรัฐบาลกระจายคู่ค้า ผ่อนคลายดอกเบี้ย เสริมศักยภาพผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง และยกระดับมูลค่าเพิ่มในธุรกิจเดิม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ "เศรษฐกิจไทยและอาเซียน" กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยพบมาก่อน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีศุลกากรที่เข้มงวด ส่งผลให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต้องปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาคลงอย่างมีนัยสำคัญ

นางรูปา ดัตตะกุปตะ รองผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับผลกระทบของภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์ต่ออาเซียนและประเทศไทยว่า ปัจจุบันสหรัฐเก็บภาษีศุลกากรสูงที่สุดในรอบเกือบ 100 ปี และมีการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าบางประเทศ ซึ่งสร้างความตึงเครียดทางการค้าในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

กลุ่มประเทศอาเซียนต้องเผชิญกับอัตราภาษีเฉลี่ยสูงถึง 30% พร้อมกับความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิภาคอาเซียนเนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในระดับสูง โดยสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ของประเทศในอาเซียนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50% และสำหรับประเทศไทยมีการส่งออกไปยังสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 12-15% ของการส่งออกทั้งหมด

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

IMF ประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนจะลดลงจาก 4.8% ในปี 2024 เหลือเพียง 4.1% ในปีนี้ และอาจลดลงไปอีกเป็น 3.9% ในปีหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดการคาดการณ์ลงถึง 0.6% สำหรับปีนี้ และ 0.7% สำหรับปีหน้า เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้ในรายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม

ผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจะมาจาก 5 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  1. ผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีศุลกากร
  2. การส่งออกไปยังประเทศที่สามลดลงเนื่องจากประเทศเหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบจากภาษีที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  3. ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนและอุปสงค์ภายในประเทศ
  4. การตึงตัวอย่างรุนแรงของสินเชื่อภายในประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อเงื่อนไขการกู้ยืมและแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
  5. ระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงเนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในขาลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนแตกต่างกันไป แต่อาจเป็นปัจจัยบวกเพียงอย่างเดียวสำหรับประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์

นางรูปากล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีการประกาศพักการเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา แต่อัตราภาษีที่มีผลระหว่างจีนและสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก และเนื่องจากเศรษฐกิจทั้งสองเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค จึงคาดว่าภูมิภาคจะยังคงได้รับผลกระทบในทางลบอย่างมากจากปัญหาการค้าที่เกิดขึ้น

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

อย่างไรก็ตาม รองผู้อำนวยการของ IMF ยังมองว่าเศรษฐกิจอาเซียนมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงนี้ได้ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการเติบโตที่แข็งแกร่งและได้ใช้ความแข็งแกร่งนี้ในการปรับปรุงกรอบนโยบายให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงมาอยู่ในระดับเป้าหมาย และในบางประเทศยังต่ำกว่าช่วงเป้าหมายเนื่องจากการตอบสนองของนโยบายการเงินที่แข็งแกร่ง

'4 หลุมพราง' ฉุดเศรษฐกิจไทย

ในส่วนของประเทศไทย นางรูปาระบุว่า กำลังเผชิญกับความท้าทาย 4 ประการหลัก หรือ "หลุมพราง" ที่ฉุดเศรษฐกิจ ได้แก่:

  1. ผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ ทำให้การคาดการณ์การเติบโตของไทยถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 1.8% จากเดิมที่คาดว่าจะสูงกว่า 2% ในรายงานเดือนตุลาคม
  2. การพึ่งพาการท่องเที่ยวในระดับสูงของประเทศไทย ทำให้ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 รุนแรงกว่าหลายประเทศ และการฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่เป็นไปอย่างช้ากว่า
  3. ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงมากของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทอนการบริโภค มาตรการที่จัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยปลดล็อกแหล่งอุปสงค์ภายในประเทศได้
  4. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การลงทุนในทุนมนุษย์และทุนทางกายภาพ (Psysical Capital) ที่ต่ำกว่าที่ควรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการที่ประชากรไทยมีอายุมากขึ้นส่งผลให้การมีส่วนร่วมของแรงงานและการเติบโตของผลิตภาพลดลง

ข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

นางรูปาได้ให้คำแนะนำสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนและไทย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด 6 ข้อคือ

  1. ควรพยายามยุติความตึงเครียดทางการค้าและบรรลุข้อตกลงการค้าที่เป็นการประนีประนอมโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอน ในจุดนี้ทั้งประเทศไทยและอาเซียนโดยรวมได้ดำเนินการในแนวทางที่เป็นความร่วมมือและประกาศว่าจะไม่มีส่วนร่วมในการทำให้ความตึงเครียดทางการค้าแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดี
  2. ควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงจูงใจในการกระจายคู่ค้าทางการค้าให้หลากหลายมากขึ้น และเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันการค้าภายในภูมิภาคอาเซียนมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20-21% ของการค้าทั้งหมดเท่านั้น การกระจายคู่ค้าไม่ได้หมายถึงการลดการค้ากับประเทศคู่ค้าเดิม แต่เป็นการขยายเครือข่ายตลาดให้กว้างขึ้น ทำให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนจากตลาดใดตลาดหนึ่ง
  3. ด้านนโยบายการเงิน ประเทศในอาเซียนมีพื้นที่ในการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ย ควรพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเงินเฟ้อเริ่มลดลงหรือเมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีภาวะชะลอตัว แต่ต้องทำอย่างชัดเจนและค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น
  4. ควรรักษาความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยในการรับมือกับความเสี่ยง แต่หากมีความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนมากเกินไป อาจจำเป็นต้องมีการแทรกแซงในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบนโยบายแบบบูรณาการของ IMF
  5. ในส่วนของนโยบายการคลัง เนื่องจากเป็นความเสี่ยงระยะยาวหรือเป็นความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพาการปรับตัวภายในของเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการกระตุ้นทางการคลังเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม บางภาคส่วนหรือครัวเรือนบางส่วนอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความปั่นป่วนในปัจจุบัน นโยบายการคลังจึงควรถูกใช้เพื่อเสริมนโยบายการเงิน แต่ต้องทำในแนวทางที่รอบคอบเพื่อให้การสนับสนุนชั่วคราวและมีเป้าหมายเฉพาะแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักอย่างแท้จริง
  6. ควรหาวิธีใหม่ๆ ในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตผ่านการปฏิรูปโครงสร้างที่สามารถเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพในเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงสถานการณ์หนี้ของประเทศไทย นางรูปาอธิบายว่า หลายประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทางการคลังจำนวนมากเพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการระบาดใหญ่ของโควิด-19 วิกฤตราคาพลังงาน และวิกฤตเงินเฟ้อ ทำให้พื้นที่ทางการคลังถูกใช้ไปมาก ปัจจุบันหนี้ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณเกือบเกิน 60% ของ GDP ดังนั้นหากมีความจำเป็นทางการคลัง ยังพอมีพื้นที่อยู่บ้าง แต่การใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ควรเป็นมาตรการชั่วคราว มีเป้าหมายเฉพาะ และอยู่ในกรอบระยะกลาง โดยเน้นการเพิ่มรายได้ให้รัฐในระยะยาว

'4 หลุมพราง' ฉุดศก.ไทย ในมุมมอง IMF และข้อเสนอ 'ทางรอด' ท่ามกลางภาษีทรัมป์

นางรูปาเสนอแนะว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างหลายประการ เช่น การเพิ่มการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะและการฝึกทักษะใหม่ให้กับแรงงานที่มีอายุเพิ่มขึ้น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดอุปสรรคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การปรับปรุงธรรมาภิบาล และการเสริมความแข็งแกร่งของตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Net)

ท้ายที่สุด แทนที่จะพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยวและการส่งออกแบบเดิม เธอแนะนำให้ไทยพิจารณายกระดับมูลค่าเพิ่มในธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริการทางการเงินที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ยานยนต์รุ่นใหม่