background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

บสย. หารือ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ดันมาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ"

บสย. หารือ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ดันมาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ"

บสย. หารือ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ดันมาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" ปลดล็อกสินเชื่อ SMEs ปลุกยอดซื้อรถกระบะ 6,250 ราย

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้จัดการประชุมหารือร่วมกับสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย และผู้แทนจากกลุ่มบริษัทลีสซิ่งชั้นนำ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาโครงการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ "บสย. SMEs PICK-UP" ภายใต้มาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อรถกระบะเพื่อใช้ประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น

นายสิทธิกร กล่าวว่า มาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" ถือเป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐที่มุ่งหวังลดภาระทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสำหรับ 3 ปีแรก โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แทน ส่วนในปีที่ 4-7 จะคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตราที่ต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระหนี้ค้ำประกันที่คงเหลือในแต่ละปี

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังให้ ระยะเวลาค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด โดยมีวงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 1.5 ล้านบาทต่อราย ภายใต้วงเงินค้ำประกันรวมในระยะแรกจำนวน 5,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายหลักคือ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถกระบะใหม่เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขนส่งสินค้า ค้าขาย หรือธุรกิจฟู้ดทรัค เป็นต้น

นายสิทธิกร กล่าวว่า การหารือร่วมกับสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โครงการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน และยังเป็นการช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ บสย. ได้เริ่มเปิดรับคำขอค้ำประกันภายใต้มาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดการรับคำขอภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะใหม่ เข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 6,250 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 21,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะช่วยฟื้นฟูผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศได้มากกว่า 2,500 บริษัท