ปัจจุบัน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ในปัจจุบัน ยังคงมีภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยสาเหตุหลัก โดยการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ในการตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ในช่วงที่ ราคาน้ำมันดิบ ตลาดโลก ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ ทำให้กองทุนฯ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากจนมีหนี้สินกว่า 1.3 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) คนใหม่ แทนนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ที่ครบวาระไปแล้ว โดยแต่งตั้งนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นประธานสรรหาฯ และกรรมการสรรหาฯ ที่เป็นคนนอกอีก 4 คน รวมเป็น 5 คน
สำหรับตอนนี้ได้ปิดรับสมัครไปเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มีการสอบถามมาจากคณะทำงานสรรหาฯ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถประกาศผู้ที่ผ่านคุณสมบัติได้ ก่อนจะเชิญมาแสดงวิสัยทัศน์ตามลำดับขั้นตอน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการหาวันและเวลาของคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้ง 5 ท่านให้พร้อมตรงกันด้วย
"ภายในเดือนพ.ค. 2568 คาดว่าจะได้ผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เพื่อรับทราบและแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ" แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า สิ่งที่ผู้สมัครผอ.สกนช. คนใหม่จะต้องแสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้เข้าตากรรมการสรรหาฯ สิ่งสำคัญคือ การแสดงถึงความสามารถในเรื่องของการแก้ปัญหากองทุนน้ำมันฯ ที่ยังคงติดลบรวมกว่า 54,935 ล้านบาท และเงินกู้ยืมเพื่อมาเสริมสภาพคล่องอีกกว่า 81,660 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ราวกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือน จากยอดเต็มเงินกู้ที่สะสมคงเหลืออีก 81,660 ล้านบาท โดยมีกำหนดจ่ายคืนครบทั้งหมดช่วงปี 2570-2571
"กองทุนน้ำมันฯ กู้เงินรวม 105,333 ล้านบาท ได้เริ่มทะยอยจ่ายเงินต้นคืนจนเหลือปัจจุบันกว่า 8 หมื่นล้านบาท แม้ว่าขณะนี้จะสามารถเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยระดับ 10,000 ล้านบาท แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน การสู้รบกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ และค่าเงินบาท ยังคงเป็นปัจจัยที่ยังไว้วางใจไม่ได้ จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด" แหล่งข่าว กล่าว
สำหรับเงินเดือนผอ. สกนช. ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดจะอยู่ที่ 200,000 บาทต่อเดือน บวกเงินประจำตำแหน่งอีก 25% ส่วนเบี้ยประชุมไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะมีการต่อรองเงินเดือนอีกครั้งก็เป็นไปได้
ทั้งนี้ เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น มีการหารือกันลงตัวที่ดีขึ้น จะทำให้การใช้น้ำมันดีขึ้น ราคาก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งจีนถือเป็นประเทศที่มีกำลังการใช้สูงสุดด้วย แต่กลับไปมีปัญหากับอิหร่านด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ส่งผลกระทบกับโรงกลั่นเล็ก ๆ ของจีนอีก จึงทำให้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเริ่มมีปัญหากันอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ว่าที่ผอ. สกนช. คนใหม่ต้องมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายในเรื่องของร่างกฎหมายน้ำมัน SPR หรือ Strategic Petroleum Reserve ระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ 9,000 ล้านลิตร ซึ่งขณะนี้ นายพีระพันธุ์ อยู่ระหว่างการเตรียมนำเข้ารัฐสภาในต้นปี 2568 ดังนั้น ว่าที่ผอ. สกนช. คนใหม่จะมีความรู้เรื่องของ SPR และเรื่องของการเงินมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถือเป็นความท้าทายความสามารถ
สำหรับระบบ SPR ตามแนวคิดของนายพีระพันธุ์ เป็นแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันแบบที่สากลใช้กันในกลุ่ม IEA หรือองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) โดยใช้การบริหารกลไกราคาน้ำมันโดยใช้ปริมาณน้ำมันในสต็อก ซึ่งไม่ได้ใช้เงินในการอุดหนุนเหมือนกองทุนน้ำมันฯ ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำให้ไทยมีระบบสำรองน้ำมันเป็นของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคเอกชนอย่างเดียว
แหล่งข่าว กล่าวว่า สิ่งที่นายพีระพันธุ์ อยากให้มี SPR นั้น ก็เป็นแนวคิดที่ดี แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นชัดเจนคือ ไม่บอกว่าจะเก็บ SPR อย่างไร ส่วนตัวมองว่าหากเก็บ 90 วันอาจเยอะไปหรือไม่ แล้วจะเก็บไว้ที่ไหน ใครจะลงทุน รวมถึงวิธีเก็บ ยังไม่มีใครบอกว่าจะเก็บอย่างไร ต่อให้วันหนึ่งมีน้ำมัน และน้ำมันแพงจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายก่อนและถ้าวันหนึ่งน้ำมันราคาถูกหรือแพง มีราคาผันผวน เงินจะได้เท่าไหร่ และหากขายขาดทุนรัฐจะรับผิดชอบอย่างไร สุดท้ายกองทุนน้ำมันฯ ก็จะต้องซัพพอร์ตอยู่ดี





