วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ชัชชาติ' รับข้อเสนอสภา กทม. เร่งจ่ายหนี้ 'รถไฟฟ้าสายสีเขียว'

'ชัชชาติ' รับข้อเสนอสภา กทม. เร่งจ่ายหนี้ 'รถไฟฟ้าสายสีเขียว'

“ชัชชาติ” น้อมรับผลศึกษาคณะกรรมการวิสามัญฯ หนี้ “รถไฟฟ้าสีเขียว” ให้เร่งจ่ายค่าจ้างเดินรถ หวั่นดอกเบี้ยพุ่ง 5.4 ล้านบาทต่อวัน ด้าน “นภาพล” แนะหารือเอกชนลดดอกเบี้ย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ได้พิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญศึกษาระบบขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระบุว่า ผู้บริหาร กทม. ควรเร่งชำระหนี้ให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เพื่อลดภาระใช้จ่ายจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

โดยในเบื้องต้นตนจะนำผลการศึกษาดังกล่าวไปพิจารณา พร้อมกับปรึกษาอัยการผู้เป็นเจ้าของคดีด้วย เพราะหนี้ส่วนที่ 2 ปัจจุบันยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง ส่วนการเร่งรัดให้จ่ายหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย 5.4 ล้านบาทต่อวันนั้น ตนจะนำข้อเสนอทั้งหมดพิจารณา เพื่อดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะทุกกระบวนการต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยขณะนี้ทาง กทม. ได้ทำหนังสือส่งไปยังอัยการแล้ว และอยู่ระหว่างรอคำตอบจากอัยการ

สำหรับ การจ่ายหนี้ให้กับ BTSC นั้นเบื้องต้นจะทยอยจ่ายทีละงวด และจ่ายตามหนี้ตามจำนวนเงินที่อยู่ในชั้นศาลปกครอง ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการพิจารณาข้อเสนอจากอนุกรรมการฯ ทุกด้านแล้ว เพราะเป็นขั้นตอนที่ต้องทำร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ แต่ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่าจะทันสิ้นภายในเดือนเม.ย.2568 หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบจากอัยการ เชื่อว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการจ่ายหนี้แน่นอน เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการเจรจากับเอกชนในลำดับต่อไป

ด้าน นายนภาพล จีระกุล สก.บางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาระบบขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กล่าวว่า คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ข้อสรุปว่า การเร่งชำระหนี้ให้แก่ BTSC จะเป็นผลดีกับทาง กทม. เพราะไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย 5.4 ล้านบาทต่อวัน และจะสามารถนำเงินเหล่านี้ไปพัฒนาในส่วนอื่นๆ ได้

และการที่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) ให้เหตุผลว่า แนวทางการต่อสู้ยังคงเป็นประเด็นเดิม ทำให้คณะกรรมการวิสามัญฯ มองว่า ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาครอบคลุมแล้วทุกประเด็น จึงเห็นว่า ผลการพิจารณาของศาลปกครองในคดีที่ 2 จะไม่มีความแตกต่างจากการพิจารณาในคดีแรก เพราะหนี้ที่เกิดขึ้นมาจากสัญญาเดียวกัน และหากรอให้คดีสิ้นสุด ซึ่งไม่รู้ว่าคดีจะสิ้นสุดเมื่อใด จะยิ่งทำให้ กทม. ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยในอัตรา MLR+1 ต่อปี หรือประมาณ 8%

“หนึ่งในแนวที่น่าจะดำเนินการได้คือ กทม. นำส่วนต่างค่าจ้างเดินรถ มาชำระหนี้ให้กับภาคเอกชน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย แต่จากการตรวจสอบพบว่าผ่านมา 3 เดือนแล้วก็ยังไม่มีการชำระเงินให้แก่ BTSC แต่อย่างใด” นายนภาพล ระบุ

นายนภาพล กล่าวอีกว่า ผู้ว่าฯ กทม. ควรตั้งคณะทำงานเพื่อไปเจรจากับ BTSC ถึงเรื่องภาระหนี้ และอัตราดอกเบี้ย ว่า จะสามารถปรับลดหรือหยุดการคิดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพื่อให้มีตัวเลขที่ชัดเจนในการยื่นขออนุมัติงบประมาณต่อไป ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องการชำระหนี้ให้บีทีเอส แต่ต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และสำนักงานอัยการ ให้เรียบร้อยก่อนถึงจะดำเนินการได้ ซึ่งตนจะเข้าหารือกับผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งในเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

หนี้ค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง (O&M) ที่ กทม. และ KT ยังค้างชำระให้แก่ BTSC แบ่งเป็น

1.หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ถึง ตุลาคม 2565 คิดเป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 12,245 ล้านบาท (เงินต้น 10,127 ล้านบาท + ดอกเบี้ย 2,118 ล้านบาท),

2.หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึง ธันวาคม 2567 ที่ยังค้างชำระ เป็นเงินจำนวนกว่า 17,121 ล้านบาท (เงินต้น 15,857 ล้านบาท + ดอกเบี้ย 1,264 ล้านบาท)

3. หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 จนสิ้นสุดอายุสัมปทาน ต้องจ่ายคืนให้กับบีทีเอสซี ทุกวันที่ 20 ของเดือน (คาดการณ์เบื้องต้น เดือนมกราคม 2568 ถึง ธันวาคม 2568 จะมีมูลหนี้ 8,761 ล้านบาท)

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์