background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

นโยบายซี้อหนี้เสียของ ทักษิณ เป็นไปได้ หวั่นกลายเป็น "อุ้มแบงก์"

นโยบายซี้อหนี้เสียของ ทักษิณ เป็นไปได้ หวั่นกลายเป็น "อุ้มแบงก์"

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้นโยบาย “ซื้อหนี้เสีย” เป็นไปได้ สร้างเศรษฐกิจ ดันจีดีพี ลด NPL ได้จริง แต่ระวังเป็นดาบสองคม หวั่นกลายเป็น อุ้มแบงก์

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัวแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยวิธีการซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคารทั้งหมด

ซึ่งจะดำเนินการผ่านบริษัทหรือหน่วยงานเฉพาะกิจ โดยจะไม่ใช้งบประมาณของรัฐบาล แต่จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนแทน แล้วให้ประชาชนผ่อนชำระในจำนวนที่น้อยลงจนปลดหนี้ได้สำเร็จ

รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า นโยบายซื้อหนี้เสียที่ถูกเปิดเผยออกมาในขณะนี้ถือเป็นมาตรการใหญ่ที่จะส่งกระทบต่อโครงสร้างหนี้ของประเทศไทยโดยตรง

ข้อมูลปี 2566 พบว่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีมูลค่า 15.54 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย (NPL) ราว 4% หรือคิดเป็นมูลค่า 6.2 แสนล้านบาท

แนวทางการให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามารับซื้อ NPL จากธนาคารและสถาบันการเงินแทนการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ถือเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และมีความเหมาะสมในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ

โดยรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่เป็นกลไกกลาง กำกับดูแล และสร้างกรอบการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุดกับประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครอง

เช่น การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ลดดอกเบี้ย ลดภาระหนี้จริง และ กำกับให้ AMC ดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

นโยบายซื้อหนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม กล่าวคือหากดำเนินการได้ถูกทางก็จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้จริง จะช่วยลดภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือจำเป็นต้องมีตัวเลข มีความโปร่งใส และมีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

“เปรียบให้เห็นภาพจากฐานคิดในกรณีที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามารับซื้อ NPL จากธนาคารและสถาบันการเงินในราคาที่ลดลงเฉลี่ย 35% ของยอดหนี้ที่รับซื้อ

ซึ่งเป็นตามกลไกตลาดปกติของการรับซื้อ NPL จะสามารถนำเงินเข้าสู่ระบบได้ 1 – 2.1 แสนล้านบาท และช่วยดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เป็นจำนวนเงินราว 1.6 – 3.2 แสนล้านบาท ทั้งยังช่วยลด NPL ได้ถึง 50%-100%” รศ.ดร.วิชัย กล่าว

 อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะหากรัฐบาลแก้เฉพาะหนี้โดยไม่แก้ไขพฤติกรรมทางการเงินของประชาชนด้วย เราจะเห็นปัญหาเดิมกลับมา นั่นคือพักหนี้-รีไฟแนนซ์แล้วก็จะกลับมาเป็นหนี้อีก ตรงนี้จะกลายเป็นกับดักหนี้ซ้ำซาก

ซึ่งตัวอย่างจากหลายประเทศชัดเจนว่ามาตรการแบบนี้ถ้าไม่มีวินัยทางการเงินคู่ขนานด้วยแล้วก็จะล้มเหลว เช่น โครงการพักหนี้เกษตรกร หรือคลินิกแก้หนี้ที่ช่วยได้แค่ 3.2 ล้านคนจากจำนวนคนไทยที่เป็นหนี้กว่า 25.5 ล้านคน

 สำหรับข้อเสนอต่อนโยบายซื้อหนี้นั้น รัฐบาลควรจัดทำมาตรการหรือเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ไม่ควรหว่านไปทั่วทั้งประเทศ เช่น ใช้เฉพาะกับผู้ที่มีรายได้ต่ำและมีหนี้จำนวนต่ำกว่า 5 แสนบาท

โดยจัดตั้ง AMC เป็นหน่วยงานกลาง ตามที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นำเสนอไอเดีย เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารหนี้อย่างมืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มากไปกว่านั้นควรจะต้องดำเนินการควบคู่กับการฟื้นฟูรายได้ เช่น การส่งเสริมอาชีพด้วย

ตัวอย่างประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ใกล้เคียงที่สุดคือประเทศไอซ์แลนด์ โดยในช่วงหลังวิกฤตปี 2008 มีการดำเนินนโยบายตัดหนี้ให้ประชาชนโดยตรงผ่านการใช้งบประมาณ 10% ของ GDP ภายในระยะเวลาแค่ 3 ปี

ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนในประเทศลดลง 30% และ GDP ก็กลับมาโตเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือต้องออกแบบกันดีๆ เพราะแม้ว่าแนวทางนี้จะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วจริง ลด NPL ได้จริง

แต่ถ้าออกแบบไม่ดี หรือสุดท้ายแล้วรัฐต้องนำเงินภาษีออกมาช่วยอุดหนุนเอง มันจะกลายเป็น Bailout ที่ธนาคารและคนรวยได้ประโยชน์แต่คนจนไม่ได้อะไร

สิ่งสำคัญคือต้องกันไม่ให้กลายเป็นนโยบายอุ้มธนาคารและเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางกลุ่ม แต่ต้องทำให้เป็นนโยบายช่วยประชาชนอย่างแท้จริง