background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

สูตรลับปลุกชีพเศรษฐกิจ และ ตลาดทุนไทย

สูตรลับปลุกชีพเศรษฐกิจ และ ตลาดทุนไทย

ในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทย (SET) กลับมายืนเหนือ 1,200 จุด อีกครั้ง หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศมาตรการใหม่ชื่อว่า Thai Individual Saving Account หรือ TISA 

TISA  ซึ่งเป็นบัญชีเพื่อการลงทุนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งเงินปันผล (Dividend) กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และดอกเบี้ย (Interest) ที่ได้รับ

ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการ Nippon Individual Savings Account หรือ NISA ที่ประเทศญี่ปุ่นเคยนำมาใช้ ซึ่งแม้จะเป็นข่าวดี แต่ภาพรวมตลาดทุนไทยยังคงน่าเป็นห่วง เมื่อพิจารณาว่าหุ้นไทยยังแย่ที่สุดในโลกในปีนี้

บทความฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้มองว่า ใน 3 ปัจจัยที่จะผลักดันตลาดหลักทรัพย์ให้เติบโตนั้น 2 ปัจจัยของไทยอ่อนแอ อันได้แก่

(1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (Macroeconomic factors) ที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อ 1% ต่างจากเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เศรษฐกิจรวมเงินเฟ้อโตปีละ 4-7%

(2) ปัญหาธรรมาภิบาล ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขในเชิงกฎระเบียบ มีเพียง

(3) โมเดลธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนที่อาจกล่าวได้ว่ายังค่อนข้างแข็งแกร่ง

ถ้ามองในภาพใหญ่ มาตรการ TISA นั้น เป็นความตั้งใจที่ดีที่จะพลิกฟื้นให้ความเชื่อมั่น (Trust and confidence) กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย แต่ประสิทธิภาพของมาตรการอาจจะค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับ NISA ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ Abenomics ที่ประกอบด้วย “ธนู 3 ดอก” อันได้แก่

(1) นโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยลดดอกเบี้ยเป็น 0% และทำ QQE (2) นโยบายการคลังสนับสนุน โดยการปฏิรูปการคลัง และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ (3) นโยบายปฏิรูปโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และกำหนดให้ ROE ขั้นต่ำ 5%

ผลลัพธ์ของธนูทั้ง 3 ดอก ผลักดันให้ดัชนี Nikkei 225 เพิ่มขึ้นจาก 16,000 จุด ทะลุ 38,000 จุด (เพิ่มขึ้น 135%) ในขณะที่กรณีของไทยนั้น TISA เป็นเพียงมาตรการด้านภาษีโดดๆ โดยไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุม

ผู้เขียนมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยเกินความสามารถที่มาตรการตลาดเงินตลาดทุนเพียงกลุ่มเดียวจะแก้ได้ เพราะเป็นปัญหาของการตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน

โดยเฉพาะหลังโควิดที่รายได้ต่อหัวของไทยยังไม่ได้ฟื้นกลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิดเลย ซึ่งเป็นผลจากการขาด “New growth engine” ที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเติบโตก้าวกระโดดจากการมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ในหลายช่วง เช่น (1) Eastern Seaboard ในช่วงปี 2525 หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติ (2) การส่งออกที่เติบโตหลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2541 เนื่องจากค่าเงินอ่อนค่า และ (3) การท่องเที่ยวที่เติบโตหลังวิกฤติน้ำท่วมปี 2554 ดังนั้น การจะยกระดับตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่อย่างเร่งด่วน

ในประเทศที่เศรษฐกิจมีปัญหา ส่วนใหญ่ฟื้นตัวขึ้นได้เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาลทั้งสิ้น (มูลค่าอยู่ในช่วง 12-40% GDP) เช่น

(1) ในสหรัฐหลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (ช่วงปี 2476-2482) ได้ริเริ่มโครงการ New Deal

(2) ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุ่มทุนพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมการส่งออกจนเติบโตถึง 10% ต่อปี

(3) เกาหลีใต้ ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมหนักและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 

(4) จีนที่ปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

(5) สิงคโปร์ ที่ลงทุนพัฒนาท่าเรือ สนามบิน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่จนยกระดับประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

และที่สำคัญที่สุดได้แก่ (6) อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์หรือเกือบ 40% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโต 6.5-7% ต่อปี

ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ประมาณ 4 ล้านล้านบาท หรือ 22% GDP ภายใน 5 ปีข้างหน้า 

โดยลงทุนในระบบชลประทาน การวางผังเมือง คมนาคม ท่าเรือ สนามบิน และพลังงาน โดยลงทุนในระบบรางประมาณ 2 ล้านล้านบาท ถนนและทางหลวง 4-5 แสนล้านบาท ท่าเรือ 1.5-2.0 แสนล้านบาท

สนามบินประมาณ 2.5-3.0 แสนล้านบาท ระบบบริหารจัดการน้ำและชลประทาน 3.5-4.0 แสนล้านบาท และพลังงานและสาธารณูปโภคอื่นๆ 2.0-3.0 แสนล้านบาท

หากลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ตามการคำนวณของผู้เขียนแล้ว จะเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้น 1.5-2.0% ต่อปี ทำให้ GDP เติบโตรวมเป็น 4.0-4.5% ต่อปี จากปัจจุบันที่ประมาณ 2.5% 

โดยการลงทุนนี้จะส่งผลกระทบทั้ง (1) ทางตรง (+0.7-0.9% ต่อปี) จากการลงทุนและการจ้างงาน (2) ทางอ้อม (+0.5-0.7% ต่อปี) จากการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และ (3) ผลกระทบเชิงกระตุ้นหรือ Crowding-in effect (+0.3-0.4% ต่อปี) จากการลงทุนภาคเอกชนที่ตามมา

ในส่วนของเม็ดเงินในการลงทุนอาจใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยรัฐบาลจะลงทุน 1.5-2 ล้านล้านบาท

ขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง อาจเป็นการประมูลจากภาคเอกชน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือ Infrastructure fund ในโครงการที่ได้กำไรเชิงพาณิชย์ (Commercially viable)

ขณะที่ในส่วนของการระดมทุนภาครัฐ ในบางส่วนอาจออกในรูปแบบพันธบัตรออมทรัพย์ระยะยาว (เช่น 30 ปี) เพื่อระดมทุนจากภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันมีความต้องการสูงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นเดียวกับทองคำ

การลงทุนขนาดใหญ่จะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 67-69% เป็น 71-75% ผู้เขียนจึงเสนอให้ปรับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจาก 70% GDP เป็น 80% GDP โดยตั้งเป้าปรับลดกลับมาที่ 70% ในปี 2578 ผ่านการปฏิรูปภาษี

หากทำตามข้อเสนอดังกล่าว เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ 4% ต่อปีต่อเนื่อง 5 ปี (ไม่รวมเงินเฟ้อ หรือ 5-6% รวมเงินเฟ้อ) ซึ่งเมื่อประกอบกับการพัฒนาทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทย

จนทำให้ผลประกอบการเฉลี่ยของทั้งตลาดสามารถขยายตัวได้ประมาณ 5% ต่อเนื่อง 5 ปี รวมถึงการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น และผลักดันมาตรการที่เหมาะสมต่าง ๆ เช่น 

(1) ผลักดัน Omnibus Law หรือการเร่งออก พ.ร.ก. ฟื้นฟูตลาดทุนไทยตามที่ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กล่าว

(2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาล (เช่น ผ่านการเพิ่มบทบาท จำนวน และอำนาจของคณะกรรมการบริษัท)

(3) กำหนดมาตรฐานผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ขั้นต่ำสำหรับบริษัทจดทะเบียน และ

(4) การบูรณาการนโยบาย โดยประสานนโยบายการเงิน การคลัง และโครงสร้างเข้าด้วยกัน มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ

ภาพเหล่านี้จะทำให้ความไว้ใจและเชื่อมั่น (Trust and confidence) ในตลาดทุนไทยกลับมา และทำให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้

นี่คือทางออกเดียวที่จะปลุกชีพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ผู้บริหารประเทศทั้งหลาย โปรดพิจารณา

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่