background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

วัฏจักร ‘ปิโตรเลียม’ ขาลงลากยาว ‘คงกระพัน’ ปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจก๊าซ ปตท.’

วัฏจักร  ‘ปิโตรเลียม’ ขาลงลากยาว ‘คงกระพัน’ ปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจก๊าซ ปตท.’

ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ภาวะเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ความกังวลต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ และแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ลดลง รวมถึงอุปทานที่มากเกินความต้องการในธุรกิจปิโตรเลียม และปิโตรเคมี ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีต้องปรับกลยุทธ์

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจปี 2568 ปตท.จะมุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโต รวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจก เน้นสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร ลดความเสี่ยง รักษาเสถียรภาพให้กับธุรกิจ 

พร้อมพิจารณาการลงทุนด้วยความระมัดระวัง เน้นลงทุนในธุรกิจที่เสี่ยงต่ำ ได้ผลตอบแทนสูง คุ้มค่าต่อการลงทุน

ทั้งนี้ ปตท.มีแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2568-2572) ภายใต้กรอบการลงทุน 55,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนปีนี้ 25,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ขยายโรงแยกก๊าซ ขยายธุรกิจท่อก๊าซ ธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ และเน้นธุรกิจที่เชี่ยวชาญ รองลงมา คือ ขยายกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้ง โดยปีนี้ไม่มีแผนลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจใหม่

นายคงกระพัน กล่าวว่า ยอมรับว่างบลงทุนของ ปตท.ช่วง 5 ปีนี้ลดลง หากเทียบช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เช่น นำเทคโนโลยีมาปรับใช้หรือการต่อยอดธุรกิจเดิม ที่อาจใช้เงินไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาแน่นอน พร้อมมองว่า การวางงบลงทุนจำนวนมากไม่ได้เป็นตัวชี้วัดการทำกำไรจำนวนมาก

เปิด 3 ระยะวางแผนธุรกิจ

นอกจากนี้ ปตท.ได้วางแผนธุรกิจไว้ 3 ระยะคือ ระยะสั้น เน้นปรับโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ใช่คาร์บอน และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในกลุ่มธุรกิจ ตั้งเป้าลดต้นทุน เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ราว 3,300 ล้านบาทต่อปี ภายใน 3 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ 2,000 ล้านบาทต่อปี ภายใน 2 ปี

ระยะกลาง เน้นปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซปิโตรเลียม และการกลั่น ผ่านการจัดหาพันธมิตรมาร่วมธุรกิจ ซึ่งธุรกิจส่วนนี้แม้อยู่ขาลงแต่ ปตท.มองโอกาสทำให้ธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง และมองว่ายังเป็นธุรกิจที่ต้องดำเนินต่อเพื่อความมั่นคง รวมทั้ง ปตท.มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติเหลวของภูมิภาค (LNG Hub

ระยะยาว จะเน้นลงทุนระบบการจัดการ และกักเก็บคาร์บอน “ปตท.ตั้งเป้ามีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่ง ปตท.บริษัทแม่ตั้งเป้าหมายทำได้ 10,000 ล้านบาท ที่เหลือ 20,000 ล้านบาท เป็นเป้าหมายบริษัทในเครือ" 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจปีนี้ ด้านธุรกิจสำรวจและผลิต (Upstream) คาดวอลุ่มเพิ่มขึ้น และรักษาต้นทุนในระดับเท่าเดิม ส่วนธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย (Downstream) คาดว่าจะทรงตัว แต่แง่มาร์จินอาจดีขึ้น

นายคงกระพัน กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2567 ต้องยอมรับว่ากลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ช่วงขาลงต่อเนื่อง เกิดจากปัญหาอุปสงค์ที่ลดลง และอุปทานมากเกินความต้องการ

ทั้งนี้ ปตท.ไม่เลิกหรือควบรวมธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น 3 บริษัท คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่ง ปตท.ถือหุ้นบริษัทละ 45% แต่จะใช้กลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่งผ่านการหาพันธมิตรมาถือหุ้น โดยหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมีตลาด และมีความแข็งแกร่งเพื่อเสริมธุรกิจปิโตรเคมีให้เติบโตยั่งยืน

“อยู่ช่วงการเจรจาหาพันธมิตร ซึ่งจะเป็นกลุ่มต่างชาติเพราะมีเงินทุนมากพอ และจะเน้นพันธมิตรที่สร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทลูก และ ปตท.ยังคงเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นสัดส่วนสูงสุดเพื่อบริหารธุรกิจให้ต่อเนื่อง”

ผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจ

ขณะที่ผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจในปีที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจ Hydrocarbon and Power เป็นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนให้ ปตท. ประกอบด้วย การลงทุนธุรกิจสำรวจ และผลิต ผ่านบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 

ทั้งนี้ เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งเอราวัณจากอ่าวไทยสู่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเข้าซื้อหุ้น 10% ในโครงการสัมปทานกาชา (Ghasha Concession Project) หนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าทั้งสัญญาระยะยาว และสัญญาแบบตลาดจร (Spot) รวม 9.6 ล้านตันต่อปี รองรับความต้องการในประเทศ ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย สร้างมูลค่าเพิ่ม 110 ล้านดอลลาร์ จากความร่วมมือภายในกลุ่ม และโรงกลั่นได้ปรับการผลิตน้ำมันดีเซลให้ได้มาตรฐานยูโร 5 เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษจากฝุ่น PM 2.5 ตามนโยบายรัฐ

ธุรกิจไฟฟ้า มีกำลังการผลิตเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งหมด 15 กิกะวัตต์ โดยหลักมาจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ 

ธุรกิจ Non-Hydrocarbon ได้ทบทวนกลยุทธ์ เน้นทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่ม ปตท. โดยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เน้นการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าร่วมกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่มีความพร้อมของด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ธุรกิจผลิตยาและสุขภาพ (Life Science) เป็นธุรกิจที่ดีแต่ต้องขับเคลื่อนได้ด้วยธุรกิจเอง self-funding มีผู้เชี่ยวชาญ โดยปีที่ผ่านมารับรู้รายได้จากการจำหน่ายเงินลงทุนบริษัท Alvogen Malta (Out-icensing) Holding Ltd. มูลค่า 4,500 ล้านบาท ของบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด 

ธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) มุ่งเน้นการต่อยอด และมีการทำงานร่วมกันภายในกลุ่ม ปตท.

ทั้งนี้ ปตท.มีกลยุทธ์สร้างการเติบโตควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ NET ZERO ผ่านแนวทาง C3 ได้แก่ 

C1 การปรับพอร์ตธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน 

C2 การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด 

C3 ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก ใช้เทคโนโลยีดักจับ และกักเก็บคาร์บอน CCS รวมถึงการปลูกป่า

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์