background-default

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม 2569

Login
Login

KSL คาดรายได้ปี 68 กว่า 1.9 หมื่นล้าน ชี้เงินอุดหนุนอ้อยสด ไม่คุ้มต้นทุนชาวไร่

KSL คาดรายได้ปี 68 กว่า 1.9 หมื่นล้าน ชี้เงินอุดหนุนอ้อยสด ไม่คุ้มต้นทุนชาวไร่

KSL ลุยเดินเครื่องโรงงานใหม่ ดันรายได้ปี 68 กว่า 1.9 หมื่นล้านบาท คาดการณ์อ้อยเข้าหีบ 67/68 เพิ่มขึ้น 23% จากปริมาณฝน และกำลังการผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ใน จ. สระแก้ว ชี้เงินสนับสนุนอ้อยสด ไม่สะท้อนต้นทุนของเกษตรกร

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL Group เปิดเผยว่า ปีการผลิต 67/68 คาดปริมาณอ้อยในประเทศจะเพิ่มขึ้น 15 - 22% หรือ 95 – 100 ล้านตัน จาก 82 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปี 66/67 เป็นผลมาจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น และเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 67/68 อยู่ที่ 6.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 23% จากปี 67 ที่ 5.4 ล้านตัน คาดการณ์รายได้ปี 68 อยู่ที่ 19,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% จากปัจจัยข้างต้น และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มเดินเครื่องจักรโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ของบริษัทฯ ใน จ. สระแก้ว 

สำหรับราคาน้ำตาลตลาดโลก 67/68 ในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มอยู่ที่ 18 – 20 เซนต์ / ปอนด์ ลดลง 16% จากปีก่อน 24 – 26 เซนด์ / ปอนด์ จากปัจจัยมีสต็อกน้ำตาลในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังอาจมีปัจจัยบวกเข้ามาหนุนราคาน้ำตาลตลาดโลกให้สูงขึ้น จากกำลังการผลิตน้ำตาลของอินเดีย และจีนที่ลดลงในต้นฤดูกาลหีบ 67/68 โดยบริษัทฯ ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และให้ความร่วมมือกับภาครัฐลดปริมาณการรับซื้ออ้อยถูกลับลอบเผา และส่งเสริมการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอ้อยสดอย่างต่อเนื่อง 

“ในฤดูกาลหีบ 67/68 บริษัทฯ มีปริมาณอ้อยไฟไหม้เฉลี่ยทั้งกลุ่มอยู่ที่ 17.85% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 3.4 ล้านตัน ในขณะนี้ ซึ่งอยู่ภายในกรอบอัตราไม่เกิน 25%” ของกระทรวงอุตฯ ตอบสนองนโยบายภาครัฐในการลดฝุ่น PM 2.5 ในฤดูเก็บเกี่ยวจากการเผา 

ส่วนมาตรการของภาครัฐที่ออกมานั้น ถึงแม้จะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาด้านฝุ่น PM 2.5 บรรเทาผลกระทบให้ประชากรโดยรวมของประเทศ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเรื่องของต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้น  

“มาตรการเพิ่มราคาอ้อยสด 120 บาท / ตัน ไม่สะท้อนต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 200 – 250 บาท / ตัน ในขณะที่อ้อยเผามีต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่ 100 – 150 บาท / ตัน จึงทำให้ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณอ้อยเผาได้ในทุกพื้นที่” 

ในขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล กำลังตกเป็นจำเลยสังคมในด้านการสร้างมลพิษทางอากาศ โครงการขายคาร์บอนเครดิตจากอ้อย เปิดเผยถึง ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อ้อยอายุ 1 ปี สามารถดูดซับได้อยู่ที่ 5800 กิโลกรัมคาร์บอน/ไร่ ถึงแม้ในกระบวนการปลูก ใส่ปุ่ย ตัดอ้อยและขนส่งถึงโรงงาน จะมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ 1400กิโลกรัมคาร์บอน/ไร่ ก็ยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซดได้ถึง 4,400 กิโลกรัมคาร์บอน/ไร่

“อ้อยสดสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 4,400 กิโลกรัมคาร์บอน/ไร่ ในขณะที่อ้อยไฟไหม้จะะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก 3,850 กิโลกรัมคาร์บอน / ไร่ ถึงแม้จะมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนฯ ก็ยังสามารถดูดซับได้ 550 กิโลกรัมคาร์บอน/ไร่  ประเทศไทยมีการปลูกอ้อย 10 ล้านไร่/ปี สามารถดูดซับก๊าชคาร์บอนฯ ได้ถึง 40,000 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนฯ/ปี โดยประมาณซึ่งสามารถช่วยลดภาวะเรือนกระจกและช่วยลดภาวะโลกร้อนได้”

สำหรับผลประกอบการในปี 67 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,442 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน 18,449 ล้านบาท จากปัจจัยภัยแล้งทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบลดลง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 918 ลบ. เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน 904 ล้านบาท จากปัจจัยราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่ในระดับสูง และอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่า จึงทำให้ในปี 67 บริษัทฯ มีกำไรใกล้เคียงกับปี 66

ในส่วนของการขายไฟฟ้าผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจากการผลิตน้ำตาล ปี 67 บริษัทฯ มีรายได้ 1,500 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน 1,600 ล้านบาท จากปัจจัยการปรับลดค่า Ft. ของภาครัฐ ซึ่งจะมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ม.ค. - เม.ย. 68 ตามมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 

"การประกาศปรับลดดังกล่าวไม่ส่งผลต่อกำไรรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากธุรกิจน้ำตาล 80 – 90%”