ยุคสมัยแห่งทรัมป์ 2.0 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ความยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐ และความคาดเดาได้ยากของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก ตระหนกและเตรียมตั้งรับกันไปในรูปแบบต่างๆ
ไม่เว้นแม้แต่ “สหภาพยุโรป”พันธมิตรแบบคอหอยกับลูกกระเดือกของสหรัฐมาช้านาน บทความเรื่อง แผน 2 ทางของยุโรปพิชิตทรัมป์ หรือ Europe plans two-pronged approach to dealing with Trump
เขียนโดย Keith M. Rockwell นักวิจัยอาวุโส เผยแพร่ในเวบไซด์ของ Hinrich Foundation สาระสำคัญส่วนหนึ่ง ระบุว่า ผู้นำยุโรปต่างกำลังเตรียมตัวรับมือกับทรัมป์ 2.0 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่มากกว่าเมื่อคราวทรัมป์สมัยแรก
"ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและยุโรปเลวร้ายลง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งการใช้ไม้อ่อนและไม้แข็ง หรือ carrots and sticks กับผู้นำคนเก่าที่กำลังจะเริ่มทำงานในวาระใหม่อีกครั้ง" เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปรายหนึ่งระบุ
ไม่ว่าบทสรุปแห่งการค้าจากนี้ จะเป็นไปทั้งการบรรลุข้อตกลงด้วยดีระหว่างกัน หรือ การตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง หรือ แม้แต่กำแพงภาษีต่อรายการสินค้าส่งออกของสหรัฐ ซึ่งกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่บรัสเซลส์เก็บไว้อย่างมิดชิดนั้น ต่างก็เป็นแผนการเตรียมตัวที่อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าปัจจุบันยุโรปพบตัวเองอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วอีก
“ท่ามกลางความตื่นตระหนกทั่วโลกที่เตรียมรับมือกับการขยายภาษีนำเข้าของทรัมป์ อาจเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่พันธมิตรที่ใกล้ชิดและเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ อย่างยุโรป ต้องเตรียมรับมืออย่างหนักหน่วงไม่แพ้ใคร ยุโรปอาจรอดพ้นจากการถูกประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังโบกดาบภาษีศุลกากรเหนือหัวของแคนาดา เม็กซิโก จีน และกลุ่ม BRICS ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปและภาคธุรกิจทั่วทั้งทวีปต่างมั่นใจว่าพวกเขาก็น่าจะตกเป็นเป้าหมายด้วยอย่างแน่นอน”
เมื่อครั้วทรัมป์วาระแรก ก็ได้โจมตีผู้ส่งออกเหล็กและอลูมิเนียมของยุโรปด้วยภาษีศุลกากร 25% สำหรับเหล็ก และ 10% สำหรับอลูมิเนียม และในช่วงหาเสียงครั้งที่สอง ทรัมป์ได้สัญญาว่าจะขยายขอบเขตภาษีศุลกากรให้กว้างขึ้นและเรียกเก็บภาษี 10% ถึง 20% กับสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศมายังสหรัฐ ดังนั้น ยุโรปซึ่งมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกจึงมองว่า “นี่ไม่ใช่ข่าวดี”
สถาบัน Kiel คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปจะหดตัว 0.5% และเยอรมนีจะหดตัว 3.2% จากผลกระทบของภาษีศุลกากรของทรัมป์รวมถึงการแยกตัวของการค้าโลก
"ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นมาก่อนแล้วว่าการขู่ของเขานั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการกัดของเขา (his bark can be worse that his bite)
แต่ในตอนนี้ เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปและภาคธุรกิจต่างถือเอาคำขู่ของทรัมป์เป็นเรื่องร้ายแรงมาก"
ผู้นำยุโรปกล่าวว่า ได้เตรียมพร้อมสำหรับทรัมป์ 2.0 มากกว่าการเผชิญหน้าครั้งแรก โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการกำลังเตรียมทั้งแครอทและไม้เรียวเพื่อบรรลุข้อตกลงหรือโต้กลับอย่างรุนแรง รวมถึงรายการภาษีสำหรับสินค้าส่งออกของสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในความลับที่ยังปกปิดไว้อย่างมิดชิด
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมคนยุโรปต่างเชื่อว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการเจรจาข้อตกลงที่อาจป้องกันสงครามการค้าระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่จะต้องตอบโต้กันไปมา ซึ่งเป็นการจำกัดการส่งออกของยุโรปเอง ดังนั้น แทนที่จะจำกัดโอกาสยุโรปก็หวังว่าสหรัฐจะยอมรับข้อตกลง ว่าด้วย การแลกกับการซื้อก๊าซธรรมชาติเหลงและถั่วเหลืองจากสหรัฐ เพิ่มขึ้น รวมถึงให้ธุรกิจยุโรปไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น
"ยุโรปพบว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซ้ำยังมีสงครามใหญ่ที่ชายแดนด้านตะวันออกทำให้ต้นทุนพลังงานและระดับความวิตกกังวลทั่วทั้งทวีปเพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจซบเซาและรัฐบาลของสองประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดของสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนีและฝรั่งเศส ล้มไปเมื่อไม่นานนี้ ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจกินเวลานานหลายปี หรือ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่จะทำให้ยุโรปต้องรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน





