background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

อดีตรมว.ต่างประเทศ ย้ำไทยเข้าร่วม BRICS เน้นความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ

อดีตรมว.ต่างประเทศ ย้ำไทยเข้าร่วม BRICS เน้นความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ

"ปานปรีย์ พหิทธานุกร "อดีต รมว.ต่างประเทศ ย้ำไทยเข้าร่วม BRICS เน้นความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไม่ยุ่งการเมืองระหว่างประเทศ ชี้ BRICS แข็งแกร่งขึ้นจากผลนโยบายทรัมป์ดึงการลงทุนกลับสหรัฐ ไม่ง่ายใช้เงินสกุล BRICS แทนดอลลาร์

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สัมภาษณ์ในรายการ "กรุงเทพธุรกิจ Deep talk" ว่า ช่วงที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วางนโยบายด้านการต่างประเทศ 2 ด้าน คือ

1.การเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยในช่วงนั้นไทยได้เข้าไปชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อสมาชิกทั้ง 38 ประเทศ ซึ่งชี้แจง ว่าทำไมเขาต้องหันมามองเอเชียและทำไมจะต้องหันมามองประเทศที่กำลังพัฒนา 

ดังนั้นเวลานี้มีประเทศไทยและอินโดนีเซียที่สมัครเป็นสมาชิก OECD ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยมากเพราะจะสร้างมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการทำธุรกิจการค้าและได้รับการยอมรับมากขึ้น การลงทุนจากฝั่งตะวันตกก็จะมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

2.การเข้าร่วมสมาชิกกลุ่ม BRICS ซึ่งมีสมาชิกทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีความน่าสนใจเพราะมีประชากรมากที่สุดในโลกรวมอยู่ด้วย เช่น อินเดีย จีน และมีประเทศในกลุ่มเอเชียหลายประเทศ 

ขณะนี้มีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS อย่างไรก็ตามในเวลานี้ทางกลุ่ม BRICS ไม่ได้มีองค์กรที่จะเข้ามาดูแลที่มีความชัดเจนเหมือนกับ OECD 

"ประเทศไทยก็คงต้องรอ เพราะ BRICS เพียงแต่ให้เป็นผู้สังเกตการณ์และเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรโดยยังไม่ได้เป็นสมาชิก" นายปานปรีย์ กล่าว

อดีตรมว.ต่างประเทศ ย้ำไทยเข้าร่วม BRICS เน้นความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ

นายปานปรีย์ กล่าวว่า การเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ของไทย ไม่น่าจะทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ รู้สึกว่าไทยทอดทิ้งสหรัฐ เพราะไทยเองแสดงความชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐ 

รวมทั้งหากไทยไม่แสดงจุดยืนในส่วนนี้อาจทำให้นายทรัมป์สงสัยได้ว่า ไทยให้ความสำคัญกับกลุ่ม BRICS มากกว่า เพราะในกลุ่ม BRICS มีการพูดถึงเงินสกุลใหม่ขึ้นมาแทนเงินสกุลดอลลาร์ ที่ปัจจุบันเราใช้ดอลลาร์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันทั่วโลก 

"มีบางคนพูดไปไกลอีกว่าเป็นไทยจะเลิกสนใจทางฝั่งตะวันตก อันนี้ก็ไปแรง ซึ่งตนก็คิดว่าไม่ใช่เป็นทิศทางของไทยที่จะไปแนวทางนั้นเพราะเราต้องรักษาความเป็นกลางโดยในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการค้าไม่ใช่การเมือง ถ้าเป็นการเมืองก็จะเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น" นายปานปรีย์ กล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมองด้านการสร้างสัมพันธ์ทางการค้าและการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่ได้มองเรื่องการเมืองระหว่างชาติตะวันตกและกลุ่ม BRICS เพราะหากมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องที่ไทยต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ

นายปานปรีย์ กล่าวว่า กรณีที่ทรัมป์จะขึ้นภาษีสินค้ากับประเทศที่ไม่ใช้เงินสกุลดอลลาร์ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งนโยบายการค้าอีกหลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการใช้เงินสกุลอื่นแทนเงินดอลลาร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเงินสกุลดอลลาร์เป็นเงินที่มีเสถียรภาพ 

อีกทั้งการที่จะใช้เงินสกุลใดมาซื้อขายแลกเปลี่ยนก็มีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 

1.สกุลเงินมีเสถียรภาพ 

2.มีความมั่นคง

3.มีการใช้อย่างแพร่หลาย 

ดังนั้นการจะไปล้มเงินดอลลาร์ โดยไม่มีเงื่อนไข 3 ข้อจึงไม่ง่าย โดยกว่าจะมีเงินสกุลใหม่ต้องใช้เวลาและต้องเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับจากชาวโลก ซึ่งเงินดอลลาร์ยังเป็นเงินสกุลหลักในการซื้อขายทั่วโลก

 ขณะที่การใช้เงินสกุล BRICS คงใช้เวลาอีกนาน อย่างไรก็ตามในบางประเทศก็ใช้เงินสกุลของตัวเอง เช่น เงินหยวน เงินเยนในการค้าขายบางส่วนแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ากับการต่อรองระหว่างประเทศคู่ค้า การใช้อย่างแพร่หลายยังไม่เกิดขึ้น

นายปานปรีย์ กล่าวว่า บทบาทของ BRICS ในระยะต่อไปนั้นมองว่า นโยบายของนายทรัมป์จะทำให้กลุ่ม BRICS มีความแข็งแรงขึ้นเนื่องจากหลายประเทศรู้สึกว่าประเทศของตัวเองจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีและนโยบาย “อเมริกาเฟิร์ส” 

ทั้งนี้ ในอนาคตการค้าการลงทุนตามนโยบายของทรัมป์จะกลับไปสู่ที่สหรัฐ ซึ่งทำให้หลายประเทศมีความรู้สึกว่า การลงทุนอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีจะย้ายกลับไปอยู่ที่สหรัฐทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนารู้สึกสูญเสียความมั่นใจ จึงเป็นแรงผลักให้เกิดการเกาะกลุ่มประเทศขึ้นใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศตนเองเดินหน้าต่อไปได้ 

"ในลักษณะนี้ก็จะทำให้โลกเข้าไปสู่โลกแบ่งขั้ว (Decoupling) ได้สำหรับไทยควรจะวางตัวให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับทั้งจีนและสหรัฐเพื่อการค้าการลงทุนของประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้" นายปานปรีย์ กล่าว

สำหรับนายปานปรีย์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 11 ก.ย.2566 ถึงวันที่ 28 เม.ย.2567 หลังจากนั้นนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2567 โดยสรุปประโยชน์และผลกระทบต่อประเทศไทย 4 ด้าน ประกอบด้วย

1.การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะช่วยยกระดับบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศโดยกระชับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพก้าวขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การเงิน ความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงด้านพลังงาน

ทั้งยังช่วยเพิ่มบทบาทของไทยในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง

นอกจากนี้การเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ช่วยเพิ่มโอกาสให้เทศไทยร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ที่กลุ่มประเทศตลาดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทสำคัญ มีความครอบคลุมและไม่มุ่งต่อต้านกลุ่มใด

2.ความร่วมมือกลุ่ม BRICS แบ่งเป็น 3 เสาได้แก่ เสาด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ เสาด้านเศรษฐกิจและการเงิน เสาด้านมนุษยธรรมและวัฒนธรรม

นอกจากจะมีการประชุมระดับผู้นำของ BRICS แล้วแต่ละเสายังมีการประชุมระดับต่างๆ เช่น คณะทำงาน เจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี รวมกันประมาณ 200 การประชุมต่อปี และเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการต่างๆ ในลักษณะคล้ายกรอบอาเซียน

ดังนั้น หากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยมีความพร้อม การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการหารือกับประเทศสมาชิก ประเทศหุ้นส่วนและประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมในกลไกของกลุ่ม BRICS

เพื่อขยายความร่วมมือด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ความมั่นคง การต่อต้านการก่อการร้าย ยุติธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข การคลัง การค้าและเศรษฐกิจ การจัดการภาษี การคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การส่งเสริมบทบาทของเยาวชนและสตรี การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

3.ในสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีความขัดแย้งระหว่างประเทศตะวันตกกับรัสเซียและการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศตะวันตกกับจีนที่มีความเข้มข้นขึ้น

อาจจะมีความเสี่ยงที่ประเทศสมาชิกขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกและพันธมิตรมีแนวโน้มที่จะต่อต้านนโยบายของรัสเซียและจีน ซึ่งเป็น 2 ประเทศหลักที่ริเริ่มความร่วมมือและมีอิทธิพลในกลุ่ม BRICS

ทั้งนี้ แม้ว่าจุดประสงค์ของ OECD จะเป็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพื่อจะพัฒนามาตรฐานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันก็ตาม

4.กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวบนหลักการของการดำเนินการทูตอย่างสมดุลและยืดหยุ่นในภาวะที่มีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นขึ้น

และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทั้งในด้านการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเมืองกับกลุ่มประเทศกลุ่ม BRICS และความมั่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานด้านต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD