background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว

เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว

กรมวิชาการเกษตร อวดโฉม กาแฟอะราบิกาพันธุ์ใหม่ “กวก.เชียงใหม่ 1” ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคราสนิม รสชาติทิ้งทวนยาวนาน รสสัมผัสนุ่ม

 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กาแฟอะราบิกาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่สูงของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟคุณภาพสูง กรมวิชาการเกษตรจึงมุ่งพัฒนาพันธุ์กาแฟที่ตอบโจทย์ทั้งด้านผลผลิต คุณภาพ และความต้านทานโรค จนได้กาแฟพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “กาแฟอะราบิกากวก.เชียงใหม่ 1”ที่พร้อมสนับสนุนเกษตรกรไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนากาแฟในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดการนำเข้าพันธุ์กาแฟจากต่างประเทศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกาแฟของไทย

เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว

 กาแฟอะราบิกาพันธุ์ “กวก.เชียงใหม่ 1” เกิดจากการคัดการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ Mundo Novo 1535/33 กับพันธุ์ H.W. 26/14 โดยศูนย์วิจัยโรคราสนิมกาแฟ เมือง Oeiras ประเทศโปรตุเกส ได้ถูกส่งไปปลูกคัดเลือกในประเทศแองโกลา บราซิล โปรตุเกส รวมถึงประเทศไทย

เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว

โดยการคัดเลือกพันธุ์และเปรียบเทียบในหลายพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและส่งเสริมกาแฟอะราบิกาแม่หลอด ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงรายจนได้สายพันธุ์ดีเด่น คือ กาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คาร์ติมอร์ H420/9ML2/8KW78KK106ML3/1WW29/10 ซึ่งการปรับปรุงพันธุ์กาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คาติมอร์ H420/9ML2/8KW78KK106ML3/1WW29/10 

ดำเนินงานโดยศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน เป็นหลัก จึงตั้งชื่อพันธุ์ว่า “กาแฟอะราบิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า ลักษณะเด่นของกาแฟอะราบิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1 ที่สำคัญคือ มีความต้านทานต่อโรคราสนิมสูงถึง 97.72 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโรคราสนิมเป็นโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตกาแฟอะราบิกา และยังให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่ากาแฟพันธุ์เดิมที่เกษตรกรนิยมปลูก โดยกาแฟอะราบิกาพันธุ์กวก.เชียงใหม่ 1 ให้ผลผลิตน้ำหนักสด 3,086.80 กรัมต่อต้น ผลผลิตสารกาแฟเฉลี่ย 567.60 กรัมต่อต้น สูงกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 80 ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 540 กรัมต่อต้น รวมทั้งต้นกาแฟอะราบิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1 ยังให้ผลผลิตเต็มที่ในระยะเวลาที่สั้นกว่า จึงช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร 

เกษตรฯ หนุนปลูก กาแฟอะราบิกา‘กวก.เชียงใหม่ 1’ ผลผลิตต่อไร่สูง คุ้มทุนไว

นอกจากนี้ กาแฟอะราบิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1ยังถูกพัฒนาให้มีเมล็ดกาแฟคุณภาพดี มีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่น ตรงกับความต้องการของตลาดกาแฟ โดยให้ปริมาณสารกาแฟ เกรด A เฉลี่ย 81.92 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปลูกที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ มีกลิ่นรส ดอกไม้ ถั่ว สมุนไพร  ปลูกที่ศูนย์วิจัยการพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย จะมีกลิ่นรส อัลมอนด์ เฮเซลนัท ช็อกโกแลต มะนาว จากผลการทดสอบคุณภาพการชิม โดยนำตัวอย่างไปทดสอบคุณภาพที่ Acaemia do Café, Lisboa ประเทศโปรตุเกส พบว่า กาแฟอะรา บิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1 ได้คะแนนการประเมินของกาแฟ 76.75 คะแนน (จาก 100 คะแนน) มีรสชาติทิ้งทวนที่ยาวนานแม้รสเปรี้ยวเบาบางแต่มีรสสัมผัสที่นุ่ม

“กาแฟอะราบิกาพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 1 ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่สูงในภาคเหนือที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,200 เมตรอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 18-25 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และมีข้อควรระวังคือกาแฟอะราบิกาไม่ทนต่อแสงแดดจัดหรือสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งโดยตรง 

ดังนั้นควรปลูกภายใต้สภาพร่มเงาของป่าธรรมชาติ หรือปลูกต้นไม้ร่วมแถว เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค ถั่วหูช้าง หรือ มะคาเดเมีย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิและป้องกันแสงแดดจัดความชุ่มชื้น โดยต้องรักษาระดับความชื้นในดินอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เพื่อป้องกันการชะงักการเจริญเติบโตของพืช

ปัจจุบัน สถาบันวิจัยพืชสวน มีแปลงผลิตเมล็ดและต้นกล้าพันธุ์ที่เสียบยอด และขยายพันธุ์แนะนำที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย และ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) โดยในปี 2567 จะสามารถผลิตต้นพันธุ์ได้อย่างน้อย 25,000 ต้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย โทรศัพท์ 053 602 751” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว