background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'คลัง' มอบหมาย 'สรรพากร' ศึกษาแผนปฏิรูปภาษี ดันรายได้รัฐต่อ GDP เพิ่ม

'คลัง' มอบหมาย 'สรรพากร' ศึกษาแผนปฏิรูปภาษี ดันรายได้รัฐต่อ GDP เพิ่ม

"จุลพันธ์" มอบนโยบายผู้บริหาร "สรรพากร" หน่วยงานหลักขับเคลื่อนปฏิรูประบบภาษี สร้างความยั่งยืนการคลัง ชี้สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ไทย อยู่ที่ 16.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค 2.6%

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาปฏิรูประบบภาษีตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยกรมสรรพากรมีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานหลักที่จัดเก็บรายได้กว่า 80% ของรายได้รัฐบาล

ปัจจุบัน สัดส่วนการจัดเก็บรายได้รัฐต่อ GDP ของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ 16.7% ขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพื่อการพัฒนาและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการจัดสวัสดิการให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย

 

โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หากรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศไทยในระยะยาว 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การศึกษาปฏิรูประบบภาษีมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศที่เป็นสมาชิกจะมีอัตราการจัดเก็บภาษีต่อ GDP เฉลี่ย 34% ขณะที่สัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อ GDP ของประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกจะอยู่ที่ 19.3% เท่ากับว่ารายได้ทางภาษีของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยประมาณ 2.6%

"เป้าหมายของประเทศไทยที่จะทำให้เศรษฐกิจและสังคมเติบโตได้บนพื้นฐานความยั่งยืนทางการคลัง จะต้องทำให้สัดส่วนการจัดเก็บรายได้รัฐต่อ GDP ไม่ต่ำกว่า 20%"

โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2567 นายจุลพันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมมอบนโยบายโครงการหลักสูตรการประชุมสัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร และผู้บริหารระดับสูงกรมสรรพากร เข้าร่วมด้วย 

โดยนายจุลพันธ์ กล่าวถึง แนวทางการดำเนินงานของกรมสรรพากรในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดช่องว่างทางภาษี (Tax Gap) ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างรายได้ที่ควรจัดเก็บกับรายได้ที่จัดเก็บได้จริง โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยติดตามผู้มีหน้าที่เสียภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อขยายฐานรายได้โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับประชาชน

รวมถึงแนวทางการคืนภาษีซึ่งเป็นข้อร้องเรียนสำคัญจากผู้ประกอบการ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีด้วยระบบบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยงต่ำควรได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของธุรกิจตลอดจนการปราบปรามการทุจริตในระบบภาษีโดยใช้วิธี Domestic Reverse Charge ซึ่งประสบความสำเร็จในหลายประเทศมาใช้แก้ไขปัญหาทุจริตในภาษีมูลค่าเพิ่ม