background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดแผนไทยออยล์เคลียร์โครงการCFP ผู้รับเหมาช่วงหวังภาครัฐช่วยทวงค่าแรง

เปิดแผนไทยออยล์เคลียร์โครงการCFP ผู้รับเหมาช่วงหวังภาครัฐช่วยทวงค่าแรง

เปิดแผน "ไทยออยล์" เคลียรโครงการCFP ย้ำได้ข้อสรุปภายในต้นปี 2568 ด้าน "ผู้รับเหมาช่วง" หวังพึ่งภาครัฐช่วยเจรจาทวงค่าแรง

นายบัณทิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โดยเร่งเจรจาปัญหาโครงการพลังงานสะอาด CFP กับผู้รับเหมาหลัก The Consortium of PSS Netherlands B.V. (Offshore Contractor) และ Unincorporated Joint Venture of Samsung E&A (Thailand) Co., Ltd. (เดิมชื่อ Samsung Engineering (Thailand) Co., Ltd.), Petrofac South East Asia Pte. Ltd. และ Saipem Singapore Pte. Ltd. (Onshore Contractor) (เรียกรวมกันว่า “UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem”) 

ทั้งนี้ เพื่อให้ดำเนินการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ โดยบริษัทฯ ขอยืนยันทุกแนวทางที่เจรจาจะมีการใช้สิทธิตามสัญญาที่มีอยู่ และรักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น จึงขอให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะมีแผนงานที่ชัดเจน โดยคาดว่าจะสรุปและเปิดเผยได้ในต้นปี 2568 โดยจะมีการเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารบริษัทฯ ให้เห็นชอบ หลังจากนั้นจะเสนอที่ประชุมผู้ถือ เพื่อความโปร่งใส ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทุกประการ

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้โครงการCFP จะต้องล่าช้าจากแผนงานเดิมที่จะต้องแล้วเสร็จทั้งสิ้นภายในปี 2568 โดยทางออกจะมีความชัดเจนว่าโครงการจะกำหนดเสร็จสิ้นเมื่อใด ซึ่งอาจจะต้องเพิ่มเม็ดเงินลงทุน จากเดิมของเม็ดเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 5,375 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ บริษัทอยู่ในระหว่างดำเนินการบริหารจัดการโครงการอย่างดีที่สุด ทางด้านการเจรจาสัญญา การควบคุมต้นทุน และบริหารความเสี่ยง

ทั้งนี้ จากความล่าช้าของโครงการฯ ที่ไม่ได้เปิดดำเนินการได้ตามกำหนดในปี 2568 มองว่าจะไม่ได้กระทบในแง่ผลดำเนินการของบริษัทฯ มากนัก เพราะหากดูจากภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีในปีหน้า แม้ค่าการกลั่นจะดีขึ้นกว่าปีนี้บ้าง แต่จากคาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่สดใส และยังมีปัญหาสงครามการค้า หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีหน้าด้วย

นายบัณฑิต กล่าวว่า แม้ว่า โครงการCFP ในขณะนี้มีความก้าวหน้าประมาณ 90% โดยการก่อสร้างยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ได้มีการหยุดก่อสร้างแต่อย่างใด ซึ่งจากปัญหาระหว่างผู้รับเหมาหลักกับผู้รับเหมาช่วง ได้ส่งผลทำให้มีการก่อสร้างลดน้อยลงจากแผนงานที่กำหนด ซึ่งบริษัทฯ มีความเห็นใจผู้รับเหมาช่วง และพยายามเจรจาทั้งผู้รับเหมาหลักและบริษัทแม่ให้จ่ายเงินคงค้างให้ผู้รับเหมาช่วงโดยเร็ว

ส่วนนโยบายของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของไทยออยล์ มีแผนจะเจรจากับพันธมิตร เพื่อเข้ามาร่วมทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีเพื่อความเข็มแข็งของกลุ่มปตท. นั้น มองว่าหากมีพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนในโรงกลั่นไทยออยล์ ก็จะเป็นการดำเนินการโดยปตท. ซึ่งหากเข้ามาในช่วงที่กำลังก่อสร้าง CFP ก็จะทำให้เม็ดเงินการร่วมทุนของพันธมิตรจะจ่ายในวงเงินที่ต่ำกว่าช่วงที่โครงการCFP แล้วเสร็จ 

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากโครงการ CFP เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านการกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงงานของประเทศ ซึ่งจะให้ค่าการกลั่นและผลตอบแทนโดยรวมดีขึ้น เพราะมีหน่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจะส่งผลทำให้กำลังกลั่นเพิ่มจาก 2.7 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยจะมีการกลั่นดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน (Jet) เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรอยู่บ้างแล้ว

"ยืนยันสัญญาก่อสร้าง ( Engineering, Procurement and Construction : EPC) ระหว่าง ไทยออยล์ กับผู้รับเหมาหลักได้มีการพิจารณาอย่างรัดกุม ระบุหลักการสำคัญหลายประการในสัญญา เช่น การกำหนดขั้นตอนในการทดสอบและการส่งมอบโครงการ, การรับประกันคุณภาพ, เงื่อนไขความรับผิดชอบ และสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหาย เป็นต้น" 

ทั้งนี้ หากเกิดกรณีผิดสัญญาหรือเลิกสัญญา บริษัทฯ สามารถที่จะเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญา โดยที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าโครงการฯ นี้เกิดขึ้นและมีปัญหาช่วงโควิด-19 ซึ่งบริษัทฯ และผู้รับเหมาหลัก ได้ร่วมมือแก้ปัญหาและแก้ไขสัญญา EPC และได้ให้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 550 ล้านดอลลาร์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2562 จึงทำให้โครงการนี้วงเงินลงทุนเพิ่มเป็น 5,375 ล้านดอลลาร์

ด้านแหล่งข่าวจากผู้รับเหมาช่วง กล่าวว่า การที่ผู้รับเหมาช่วงได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้รับเหมาหลักเร่งจ่ายเงินที่คงค้างรวมมากว่า 4,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ UJV ได้เริ่มทยอยจ่ายหนี้คงค้างบางส่วนบ้างแล้ว แต่เนื่องจากหนี้คงค้างมีปริมาณสูงและผู้รับเหมาช่วงขาดสภาพคล่อง จึงไม่สามารถที่จะจ้างแรงงานเพื่อก่อสร้างโครงการได้ตามเดิม ที่มีการจัดจ้างกว่าหมื่นคน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม้จะไม่ได้ยุติการดำเนินโครงการลดเหลือไม่กี่พันคน และส่งผลให้โครงการฯ ต้องล่าช้า โดยผู้รับเหมาช่วง อยากเห็นรัฐบาลช่วยเจรจาให้ผู้รับเหมาหลักมาจ่ายเงินให้ครบตามสัญญาโดยเร็ว เพราะทั้งผู้ประกอบการและแรงงานเดือดร้อนอย่างหนัก