background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ส่องทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกปี68 'ภูมิรัฐศาสตร์' ตัวแปรสร้างความผันผวน

ส่องทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกปี68 'ภูมิรัฐศาสตร์' ตัวแปรสร้างความผันผวน

กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ จัดงาน 2024 The Annual Petroleum Outlook Forum “Regenerative Thailand with Cleanergy คิดนำ ล้ำหน้า ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยพลังงานสะอาด” โดยความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกลุ่ม ปตท. เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 เพื่อนำเสนอบทวิเคราะห์และแนวโน้มทิศทางราคาน้ำมัน สถานการณ์พลังงาน และความท้าทายที่กระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก โดยทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน หรือ “PRISM Experts”

จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั่วโลกต่างมุ่งนโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปตท. ในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจน้ำมัน จะต้องเตรียมความพร้อมจัดหาน้ำมันดิบรับมือกับสถานการณ์ผันผวนและความขัดแย้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางด้านพลังงาน นับเป็นความท้าทายของกลุ่มโรงกลั่นเพื่อปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดด้วย

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งานสัมมนา The Annual Petroleum Outlook Forum กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือที่ช่วยให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนมุมมองความคิด จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาพลังงานทั้งจากภาครัฐ และเอกชน โดยสถานการณ์พลังงานของโลกในปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ตลอดจนกฎระเบียบ นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้ทั่วโลกและประเทศไทยต้องหันมาให้ความสำคัญ และตระหนักในเรื่องของพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง รวมทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานและธุรกิจอื่น ๆ  ที่เกี่ยวข้องต่างต้องมีการปรับตัว และร่วมกันขับเคลื่อนพลังงานของประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

งานในปีนี้จึงจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Regenerative Thailand with Cleanergy: คิดนำ ล้ำหน้า ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยพลังงานสะอาด” สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้ประเทศไทยแข็งแรงและเติบโตในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม กล่าวว่า กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยได้มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีการเตรียมพร้อมในการจัดหาน้ำมันดิบ รองรับสถานการณ์ความผันผวน และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อให้มีปริมาณการผลิตเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นได้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ที่มีค่ากำมะถันต่ำ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย 

ภายในงาน ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ได้กล่าวถึงความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 ว่ายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน แต่ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของสงครามการค้าจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาท่านใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกได้

ในส่วนของอุปทานน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม Non-OPEC+ ที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และกายอานา และกลุ่ม OPEC+ มีแผนจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิต ขณะเดียวกันท่ามกลางความไม่แน่นอนของความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้ง

รวมไปถึงมาตรการการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่านที่เข้มข้นขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบใน ปี 2568 ยังคงมีความผันผวนและเคลื่อนไหวในกรอบ 70 - 80 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม อนาคตอันใกล้นี้ อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำมันเยอะสุด แซงสหรัฐอเมริกา จีน และ EU ตามลำดับ จากปัจจุบันมีการบริโภคอันดับที่ 4 โดยการใช้งานน้ำมันมีการใช้งานภาคขนส่งมากที่สุดถึง 58% รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม 28% ทำให้ในปีนี้การเติบโตทั่วโลกที่ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ จากที่คาดว่าเติบโตเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ 3.2% ถือว่าคงที่เมื่อเทียบกับปีนี้ทั้ง ๆ ที่เห็นปัจจัยที่การสนับสนุนเศรษฐกิจโตแต่อัตราการเติบโตยังคงที่เนื่องจากยังมีปัจจัยหลายปัจจัยที่เป็นแรงกดดันเศรษฐกิจคือ ปัญหาหนี้สาธารณะตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดังนั้น การที่เศรษฐกิจโลกจะเติบโตคือนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐในรอบ 4 ปี

ดังนั้น นโยบายของทรัมป์จะแก้ไขการขาดดุลการค้าโดยเพิ่มกำแพงภาษีสินค้านำเข้า ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือจีน และทำให้สินค้าอื่นๆ ได้รับผลกระทบอีก ซ้ำเติมประเทศจีนจะเห็นความอ่อนแอจากเศรษฐกิจจีน อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าภายในอาทิ วิกฤติอสังหาฯ และหนี้ครัวเรือน หากจีนแก้ปญหาได้เป็นรูปธรรมการใช้น้ำมันของคนจีนก็จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าเช่นกัน ส่วนราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงมีความผันผวนโดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน

“อนาคตการใช้น้ำมันของคนจีนอาจไม่รุ่งเรืองเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นประเทศอินเดียขึ้นมาแทนตั้งแต่ปี 2325 น่าจะถึง 75% ของการใช้ทั้งโลกในปี 2025-2030 มาจากจำนวนประชากรที่สูง และมีประชากรวัยทำงานเยอะกว่าประเทศอื่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย อีกทั้งอินเดียยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเซาท์อีสเอเชียและภูมิภาคตะวันออกกลาง มีระบบไฟเบอร์ออฟติกที่พัฒนาและรัฐบาลสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ 100%”