วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

'แพทองธาร' โชว์วิสัยทัศน์เวที Forbes ดันนโยบายพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

'แพทองธาร' โชว์วิสัยทัศน์เวที Forbes ดันนโยบายพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

“แพทองธาร” เผยนโยบายเคลื่อนประเทศไทย ชี้ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเข้ามาลงทุน การเมืองกลับสู่ภาวะมั่นคง และนโยบายหนุนการลงทุนจะยังคงต่อเนื่อง ระบุรัฐพร้อมปรับกฎระเบียบ อำนวยความสะดวก วางแผนยกระดับการศึกษาพัฒนาฝีมือแรงงาน

วันที่ 21 พ.ย.2567 การประชุมซีอีโอระดับโลก “Forbes Global CEO Conference” ครั้งที่ 22 จัดขึ้นเป็นวันที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “New Paradigm” เจาะลึกถึงโลกอนาคตที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์และการค้า สภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ไปจนถึงการเติบโตก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และอื่นๆ โดยภายในงานรวบรวมผู้นำทางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลจากทั่วโลกไว้กว่า 400 คน 

โดยเมื่อเวลา 13.30 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเข้าร่วมการเสวนาบนเวที ระหว่างช่วงรับประทานอาหารกลางวัน โชว์วิสัยทัศน์ ความคาดหวัง และนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย ท่ามกลางปัจจัยความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติที่เกิดทั่วโลก ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยในประวัติศาสตร์ไทย

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก และเป็นไปอย่างที่คาดหวัง ประเทศไทยจึงต้องการแหล่งเงิน และการลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาในประเทศ ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปพบบริษัทระดับโลกหลายแห่ง เพื่อชักชวนการลงทุน

เปิดทางไทย รับลงทุนใหม่

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนรัฐบาล นักลงทุนหลายรายมีความกังวล และต้องการความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินนโยบายสนับสนุนการลงทุนตามเดิม ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญกับการลงทุน และจะยังคงดำเนินนโยบายสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น ในการเข้าร่วมงานประชุมระดับนานาชาติหลายครั้ง จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำ และหลายคนแสดงท่าทีตื่นเต้น และมีโอกาสที่จะตัดสินใจมาลงทุนในไทย

"พื้นเพของฉันเติบโตมาจากธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการบริการ จึงเข้าใจหัวอก และปัญหาของนักลงทุนเป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้คุยกับซีอีโอ ผู้ที่สนใจลงทุนในไทย ฉันจะบอกพวกเขาว่ารัฐบาลไทยจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่"

'แพทองธาร' โชว์วิสัยทัศน์เวที Forbes ดันนโยบายพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

นางสาวแพทองธาร กล่าวต่อว่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเพื่อต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเป็นด่านหน้าที่พร้อมอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) และช่วยเหลือให้นักลงทุนเข้าใจกฎระเบียบการขอใบอนุญาตที่ยุ่งยาก 

ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายดีล ที่คาดว่าจะตัดสินใจมาลงทุนในไทยเร็วๆ นี้ ขณะที่หลายบริษัทระดับโลกได้ตัดสินใจลงทุนในไทยแล้ว อาทิ เอดับบลิวเอส, ไมโครซอฟต์ และกูเกิ้ล ซึ่งเชื่อว่าการลงทุนเหล่านี้จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ในประเทศ อีกทั้งรัฐบาลมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา และทักษะแรงงานในประเทศให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

”ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศไทยไม่ได้ขยายตัวอย่างหวังไว้ ซึ่งการทำเรื่องเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ ดังนั้นเราจึงต้องทำหลายเรื่องไปพร้อมกัน“

ย้ำการเมืองไทยกลับสู่จุดมั่นคง

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนสิ่งที่ห่วงกังวลที่สุดคือ ความมั่นคง การเติบโตของธุรกิจ และความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องการจะทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้

โดยในปีนี้ สถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยจากอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มขึ้น 40% ซึ่งถือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยรัฐบาลเชื่อว่าการที่การเมืองไทยกลับเข้าสู่จุดที่มั่งคง และจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงอีก จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติ

ช่วงเวลาลงทุนไทยที่ดีที่สุด

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของประเทศไทยคือ เราตั้งอยู่ตรงใจกลางจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีความสามารถ และเทคโนโลยีด้านการผลิตอาหารสูง ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศที่ต้องการความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งจุดยืนของไทยยังมีความสงบ และเป็นกลางในเวทีโลก

"ประเทศไทยพร้อมแล้ว เรามีความพร้อมทั้งเรื่องเทคโนโลยี นโยบายรัฐบาลที่มั่นคง ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจลงทุนในไทย"

'แพทองธาร' โชว์วิสัยทัศน์เวที Forbes ดันนโยบายพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ชู "ซอฟต์พาวเวอร์ไทย" ดึงท่องเที่ยว

สำหรับการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ และความเป็นไทยเป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว ทั้งเรื่องอาหาร และผู้คน รัฐบาลจึงมีแผนเดินหน้านโยบาย “ซอฟต์พาวเวอร์“ เพื่อสร้างความจดจำประเทศไทยในระดับสากล อาทิ การเชื่อมโยงงานเทศกาลสู่การจัดงานระดับประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ใช้เวลาในประเทศไทยยาวนานขึ้น อย่างการจัดเทศกาลสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนเม.ย. ที่มีการจัดงานต่างเวลากันในแต่ละจังหวัด

โดยคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยในปีนี้จะอยู่ที่ราว 36 ล้านคน และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาสู่ระดับเดิมก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปีหน้า

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ยังมีการขับเคลื่อนใน 11 อุตสาหกรรม อาทิ สาขาภาพยนตร์ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทยกว่า 450 เรื่อง โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับอุตสาหกรรม และคุณค่าของแรงงานที่มีทักษะฝีมือสูงของไทย 

เติมทุน ปรับระเบียบหนุน SME

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมมาตรการสำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในประเทศที่คิดเป็น 75% ของธุรกิจทั้งหมด โดยการจัดมาตรการซอฟต์โลน แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ให้กลุ่มเหล่านี้ตั้งตัวได้ อีกทั้งจะมีการทบทวนกฎหมาย และกฎระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่ล้าหลัง และไม่ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี

ล่าสุด รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยให้พักชำระดอกเบี้ยนาน 3 ปี สำหรับผู้ที่ค้างชำระไม่เกิน 1 ปี รวมทั้งมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ในเฟส 2 สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช้เงินที่ให้นั้นทั้งหมด 

นางสาวแพทองธาร กล่าวถึงนโยบายการค้าระหว่างประเทศท่ามกลางความกดดันระหว่างสหรัฐ-จีน ว่า ประเทศไทยยืนยันจุดยืนของเรามาโดยตลอดในการเป็นผู้สนับสนุนความสงบ และการค้าเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ทั้งนี้ แม้ว่าการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีแนวคิดทางการค้าที่ต่างออกไป ประเทศไทยก็พร้อมปรับนโยบายและเตรียมมาตรการรองรับ

”นโยบายการค้าระหว่างประเทศกับสหรัฐที่จะเปลี่ยนไป นโยบายของไทยเพียงแค่ต้องปรับ ฉันรู้ว่าหลายคนกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้แล้ว“

ความคาดหวังใน 5 ปีข้างหน้า

นางสาวแพทองธาร กล่าวถึงความคาดหวังใน 5 ปีข้างหน้า ว่า ความมุ่งหวังที่อยากให้เกิดขึ้นคือ การยกระดับด้านการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรให้คนไทยสามารถสื่อสารภาษาที่ 2 ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการพัฒนาทักษะสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่เตรียมเข้ามาลงทุนในไทย อาทิ ดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ ยังหวังว่าการเมืองในประเทศจะมีความมั่นคงในระยะยาว เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้าได้ และมองเห็นคนไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

“ฉันหวังว่านโยบายที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้จะคงอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน เหมือนกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์