วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เอกชน’ ตั้งรับนโยบาย ‘ทรัมป์’ หวั่นแผนอุตฯ ย้ายฐานผลิตเข้าไทยสะดุด

‘เอกชน’ ตั้งรับนโยบาย ‘ทรัมป์’ หวั่นแผนอุตฯ ย้ายฐานผลิตเข้าไทยสะดุด

“ส.อ.ท.” จับตานโยบายทรัมป์ เคลื่อนย้ายฐานทุนส่อชะลอตัว กลุ่มธุรกิจสหรัฐ ดาต้าเซนเตอร์ คลาวด์ ขออนุมัติลงทุนแล้วยังชะลอตัดสินใจ อาจย้ายกลับสหรัฐจากมาตรการ reshoring “หอการค้าไทย” มองไทยได้เปรียบดึงการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ แนะรัฐบาลเร่งสร้าง Ecosystem หนุนการลงทุน

การก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวนโยบายเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบมายังประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย

ล่าสุดเป็นที่จับตามองว่าคลื่นการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย และในภูมิภาคนี้ หลังจากการเกิดขึ้นของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้มีโรงงานเข้ามาตั้งในไทยเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีแนวโน้มที่การลงทุนจากสหรัฐ อาจชะลอตัวลง จากการที่นักธุรกิจเลื่อนเผนการลงทุนออกไปเพื่อรอความชัดเจนในเรื่องนโยบายจากผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ

ส.อ.ท.ห่วงนโยบาย Reshoring ดึงลงทุนกลับสหรัฐ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กระแสการเคลื่อนย้ายฐานทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ โรงงานของจีน และต่างชาติที่เคยใช้ฐานการผลิตในจีนยังคงเกิดกระแสการไหลออกอย่างต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่ง คือ การย้ายกลับถิ่นฐานเดิม (Reshoring) ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน ภายใต้นโยบาย “Make America Great Again” ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการสร้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ดังนั้น จึงต้องจับตาดูอุตสาหกรรมสัญชาติอเมริกัน เช่น คลาวด์ ดาต้าเซนเตอร์ ที่อาจไหลทวนกลับไป แม้จะมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้งโรงงาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าทรัมป์จะมีข้อเสนอสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนเลือกกลับมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ

“ทรัมป์มีความคิดในทิศทางตรงกันข้ามกับไบเดนโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาด ซึ่งเราอาจจะเห็นสหรัฐหันหลังให้กับข้อตกลง Paris Agreement 2015 สนธิสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลับมาสนับสนุนแหล่งพลังงานฟอสซิลราคาถูกเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ”

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ก่อนการกลับเข้ามาในทำเนียบขาวของทรัมป์จะต้องจับดูอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลสหรัฐจะมีการผลักดัน และเดินหน้าการทำงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้เข้มข้นมากเพียงใด ซึ่งหากมีการผลักดันเรื่องที่หาเสียงไว้ได้อย่างเข้มข้น ก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อมุ่งหาพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องชะลอการตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลานี้ เพื่อรอดูความชัดเจนหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง

“ทั้งนี้ การกลับมาใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกกว่า รวมทั้งการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% ลดเหลือ 15% จะเป็นจุดแข็ง และแรงดึงดูดกลุ่มนักลงทุนย้อนศรกลับไปตั้งฐานผลิตในสหรัฐ”

ชี้การขึ้นกำแพงภาษีจีนอาจเพิ่มถึง 100%

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้เริ่มต้นประกาศสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน อีกทั้งยังประกาศในนโยบายหาเสียงไว้ว่า จะมีการเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้า 10-20% จากประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ ในขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนจะโดนภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 60-100%

ดังนั้นบริษัทจีนที่เผชิญหน้ากับกำแพงภาษีเพิ่มขึ้นจึงย้ายฐานการผลิตมาในไทย เวียดนาม และอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูท่าทีว่าสหรัฐจะจับตาดูการเคลื่อนย้ายฐานทุนจากจีนเป็นพิเศษ และเข้มงวดหรือไม่ เพราะรู้ดีว่าทุนจีนย้ายฐานเข้ามาเพื่อแปลงสัญชาติ ขณะที่เชื้อชาติยังคงเป็นของจีนอยู่ ซึ่งอาจทำให้สินค้าแบรนด์จีนที่ส่งออกจากไทยโดนเก็บภาษีในอัตราเดียวกับสินค้าส่งออกจากจีน

“การเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนของจีนมายังภูมิภาคนี้ ทำให้ต้องถูกสหรัฐจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าแบรนด์ไทยถูกเหมาโหล รวมกับแบรนด์จีนที่เข้ามา”

ทั้งนี้ กระแสการย้ายฐานการผลิตจะยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ไบโอเทคโนโลยี เกษตร และอาหาร และดาต้าเซนตอร์ เพียงแต่ชะลอตัวลงในระหว่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ไทยยังต้องจับตาดูความสัมพันธ์ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่อาจเปลี่ยนจากพหุภาคีเป็นทวิภาคี คือ การเจรจาต่อรองกับคู่ค้าเป็นรายประเทศ ซึ่งเดิมสหรัฐดำเนินนโยบายต่างประเทศภายใต้นโยบาย Indo-Pacific Economic Framework (IPEF) เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจากจีนในภูมิภาค

“ตอนนี้ยังต้องเฝ้าติดตามดูว่าตอนปฏิบัติจริงกับตอนหาเสียงไว้จะเหมือนกันแค่ไหน ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเตรียมแผนสองไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหวังว่าภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกชนจะได้หารือร่วมกันเพื่อเตรียมรับมือ และปรับตัวได้ทัน” นายเกรียงไกร กล่าว

“หอการค้า” ชี้ทรัมป์ 2.0 ดันย้ายฐานการผลิต

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่านโยบายทรัมป์ 2.0 อาจกระตุ้นให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ออกจากจีนและเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนนั้น ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่ไทยควรใช้จังหวะเวลานี้เร่งการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่โอกาสจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น แต่ไทยยังมีโอกาสจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัลสมัยใหม่ และพลังงานสะอาด เป็นต้น

โดย หอการค้าฯ มองว่า ไทยมีความได้เปรียบในหลายด้านที่จะสนับสนุนการเข้ามาของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ซึ่งสะดวกต่อการขนส่งสินค้า สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของรัฐ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม และแรงงานที่มีทักษะด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

ขณะที่ การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในปี 2566 มีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า (Integrated Circuit - IC) และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ

นายสนั่น กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมไฮเทคอื่นๆได้อย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้าง Ecosystem ที่สนับสนุนการเข้ามาลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

รวมถึงการสร้าง Value added และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local content) ให้มากขึ้น ซึ่งจริงๆ จะมี กลุ่มธุรกิจอื่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกเยอะ การสร้าง ecosystem ที่เหมาะสมจะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศในระยะยาว

‘เอกชน’ ตั้งรับนโยบาย ‘ทรัมป์’ หวั่นแผนอุตฯ ย้ายฐานผลิตเข้าไทยสะดุด

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่ 2 ว่าเรื่องนี้ตนเองในฐานะรองประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่าประเทศไทยมีนโยบายที่จะดึงเม็ดเงินการลงทุนจากหลายๆ ประเทศเข้ามาในไทยไม่เฉพาะจีน หรือสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลใหม่ของสหรัฐนั้น เราก็ต้องจับตาดูนโยบายที่จะมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าแนวโน้มนโยบายของสหรัฐจะเน้นในเรื่องของการผลิตในประเทศ ลดการนำเข้าสินค้าซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาในเรื่องของประเทศคู่ค้า

อุตฯ แนะรับมือสินค้าจีนทะลัก

ทั้งนี้ในเรื่องของภาคการผลิตเมื่อทรัมป์เข้ามาเป็นประธานาธิบดีมีการวิเคราะห์ว่าจะมีสินค้าและการผลิตจากจีนที่เข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น โดยการลงทุนทางตรงเหล่านี้เราก็ต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์ มากขึ้นในแง่ของการกำหนดเงื่อนไขในเรื่องการใช้วัสดุในประเทศ หรือการถ่ายถอดเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยมากขึ้น

ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะต้องมีการปรับปรุงสิทธิ์ประโยชน์ในการยื่นขอบีโอไอที่จะต้องมีการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ประกอบกันด้วย โดยเงื่อนไขที่จะมีการพิจารณาเช่นเปิดให้มีการร่วมทุนเพื่อให้กิจการของคนไทยได้ประโยชน์มากขึ้น รวมทั้งการจ้างงานในกลุ่มที่เป็นแรงงานที่เป็นแรงงานทักษะสูง ซึ่งเรื่องนี้เราะพูดคุยกับบีโอไอมาตลอดเพื่อให้มีนโยบายที่ยืดหยุ่น และเหมาะสม

ส่วนเรื่องของการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสหรัฐ เป็นผู้นำเข้าจากไทยรายใหญ่ซึ่งเราก็ต้องดูนโยบายในเรื่องนี้ว่าเราจะปรับมาตรการอย่างไรเพื่อให้สามารถดึงการลงทุน และก็สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วย หากปรับตัวได้ทันเราก็จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะมีการปรับเปลี่ยนสหรัฐเช่นกัน

“ไทยเราก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเราอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับการเพ่งเล็งเพราะเราเกินดุลการค้ากับสหรัฐในหลายสินค้า และการกีดกันการค้าก็มีแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้นเราก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ เพราะว่าในเรื่องนี้เราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้สหรัฐ เพ่งเล็งเราว่าเราเป็นโรงงานหรือฐานการผลิตสำรองของจีน”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์