background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดแผน 'เอเชีย’ รับมือทรัมป์ สู้ดอลลาร์แข็งค่า ย้ายฐานจากจีน การค้าโลกป่วน

เปิดแผน 'เอเชีย’ รับมือทรัมป์ สู้ดอลลาร์แข็งค่า ย้ายฐานจากจีน การค้าโลกป่วน

เอเชียเตรียมรับมือ “ทรัมป์” แบงก์ชาติติดตามค่าเงินใกล้ชิด "สภาพัฒน์" เร่งประเมินผลเลือกตั้ง "พิชัย" สั่งทูตพาณิชย์วิเคราะห์การค้าโลก" จีน "แถลงกระตุ้นเศรษฐกิจ "อินโดนีเซีย" เล็งแทรกแซงค่าเงิน "ไต้หวัน"ช่วยบริษัทย้ายฐานออกจากจีน "เกาหลีใต้" เพิ่มการดูแลค่าเงิน

“โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และเตรียมเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือนม.ค.2568 ในขณะที่พรรครีพลับรีกันชนะการเลือกตั้งในสภาสูง (Senate) รวมทั้งลุ้นผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลการเลือกตั้งทั้งหมดจะมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ในระยะ 4 ปี ข้างหน้า

นางสาวภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐ โดยหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น ตามการคาดการณ์แนวนโยบายระยะถัดไป ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องภูมิภาคมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 34.20 บาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.42% โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาท และเงินทุนเคลื่อนย้ายยังอยู่ระดับปกติ โดยตลาดการเงินและค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง และ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

รายงานข่าวจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้ง และพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งในสภาสูง (Senate) ซึ่ง สศช.กำลังติดตามนโยบายที่ทรัมป์จะแถลงอย่างเป็นทางการว่าเหมือนหรือต่างกับที่หาเสียงหรือไม่

“การประชุมหัวหน้าส่วนราชการ สศช.ได้แจ้งที่ประชุมทราบว่าให้เฝ้าระวัง และทำรายละเอียดที่อาจต้องชี้แจงถ้าสหรัฐเริ่มตั้งท่ากีดกันทางการค้า เพราะไทยเป็นประเทศที่อาจอยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง โดยช่วงที่กีดกันการค้าที่ผ่านมาไทยโดนเพ่งเล็งเช่นกัน”

 

ก่อนหน้านี้ สศช.จัดทำรายงานพิเศษเรื่องแนวโน้มนโยบายสหรัฐหลังการเลือกตั้ง โดยทำสมมติฐานไว้ 4 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งกรณีพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งทั้งประธานาธิบดี และสมาชิกวุฒิสภา จะส่งผลต่อการผลักดันกฎหมายของประธานาธิบดี โดยกรณีที่พรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งทั้ง 2 ส่วนจะส่งผลต่อนโยบาย ดังนี้

1.นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ ของทรัมป์ และพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มดำเนินมาตรการทางการค้าต่อจีนอย่างเข้มข้น โดยอาจนำไปสู่การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 60% และขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าประเทศอื่นอีก 10%

2.การต่ออายุลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นมาตรการที่ทรัมป์เคยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางจุด แต่มีการพูดถึงการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% ลงมาเป็น 15% และจะยกเลิกแผนการขึ้นภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของกลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐที่ดำเนินการโดยรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน

3.นโยบายอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม จะแก้กฎหมาย และกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจสนับสนุนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดบทบาทของกฎหมาย Inflation Reduction Act และยกเลิกเครดิตภาษีคาร์บอน

4.นโยบายด้านผู้อพยพ และแรงงานต่างชาติ นโยบายของทรัมป์ และนโยบายพรรครีพับลิกัน มีนโยบายงดการให้สิทธิการเป็นสัญชาติอเมริกันสำหรับเด็กที่เกิดในประเทศ แต่บุพการีไม่มีใบแจ้งการอพยพถิ่นฐาน

5.นโยบายสวัสดิการสังคม มีนโยบายในการปรับปรุง/ยกเลิก the Affordable Care Act โดยเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายของประชาชน และให้แต่ละมลรัฐเป็นผู้กำหนดกฎหมายการทำแท้ง อีกทั้งสนับสนุนสิทธิในการถือครองปืนอย่างทั่วถึง

6.นโยบายการเมืองระหว่างประเทศ นโยบายของทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน ได้แสดงจุดยืนยกเลิกความช่วยเหลือแก่ยูเครน แต่ให้การสนับสนุนอิสราเอล และมีจุดยืนที่ไม่สนับสนุน NATO

 

สั่ง “ทูตพาณิชย์” วิเคราะห์การค้าโลก

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 58 แห่ง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 72 จังหวัด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการค้า โดยกำชับเรื่องที่เร่งดำเนินการหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะส่งผลต่อนโยบายการค้าโลก รวมทั้งต้องเร่งหาโอกาสการค้า และการลงทุน 

ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์ว่าไทยจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ โดยไทยต้องวางให้ดีวางตัวเป็นกลางไม่เลือกข้าง และเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของอาเซียนที่ใครก็อยากมาลงทุนทำการค้า

รวมทั้งในอดีตเห็นชัดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยหลายรายการเพิ่มขึ้นจากสงครามการค้าที่ทำให้สหรัฐนําเข้าสินค้าจีนลดต่อเนื่อง  และสินค้าไทยไปทดแทนการนำเข้าสินค้าจีน ซึ่งเชื่อว่าไทยจะเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น โดยสะท้อนจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐขยายตัว 15% ขณะที่การนําเข้าสินค้าจีนของสหรัฐลดต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ไทยต้องถอดบทเรียนสงครามการค้าช่วงแรกเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา โดยไทยไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงคู่กรณีโดยตรง ในขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกไปสหรัฐสูงขึ้น 7 เท่า ยางล้อรถยนต์เพิ่มขึ้น 2 เท่า เหล็กก็เพิ่มขึ้น 2 เท่า แสดงว่าไทยรักษาความเป็นกลางทางด้านการค้าได้ไม่ให้ตกเป็นคู่กรณี

ดังนั้นสงครามการค้าฉบับใหม่คาดเดายาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวไม่ว่าจะเป็นเชิงรุก โดยสร้างบรรยากาศการลงทุนให้เอื้อการย้ายฐานการผลิต และการตั้งให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อให้ตอบโจทย์การเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำหรือปลายน้ำในอาเซียนที่จะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามา

จับตา ‘จีน’ แถลงกระตุ้น ศก.วันนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาอนุมัติวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 10 ล้านล้านหยวน (ราว 47 ล้านล้านบาท) ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการสภาประชาชนแห่งชาติ (NPCSC) วันที่ 4-8 พ.ย.67 นี้ ซึ่งจะเสริมแกร่งเตรียมพร้อมกรณีหากทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสัปดาห์หน้า

การประชุมของจีนที่ตรงช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 5 พ.ย.67 จะทำให้ปักกิ่งยืดหยุ่นมากขึ้นในการปรับแพ็กเกจการคลัง รวมถึงขนาดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลปักกิ่งอาจประกาศแพ็กเกจการคลังที่แข็งแกร่งขึ้นหาก “ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งเพราะจะสร้างปัญหาใหญ่ให้เศรษฐกิจจีนหนักขึ้น โดยทรัมป์ประกาศจะขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าจากจีน 60% หากเขาชนะการเลือกตั้ง และจะขึ้นภาษี 10% กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ

เยว่ ซู นักเศรษฐศาสตร์จากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนท์ ยูนิต มองว่ารัฐบาลจีนอาจเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือนโยบายทรัมป์ โดยคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมูลค่า 10 ล้านล้านหยวน โดย 6 ล้านล้านหยวน นำไปใช้จัดการหนี้แอบแฝงของรัฐบาลท้องถิ่น และ 4 ล้านล้านหยวนใช้ซื้อพันธบัตรพิเศษของรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนอสังหาริมทรัพย์

‘อินโดนีเซีย’ พร้อมแทรกแซงค่าเงิน

ธนาคารกลางอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.67 ว่า พร้อมบรรเทาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้มาตรการสามฝ่ายทั้งในตลาด FX spot ตลาดรองพันธบัตร และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีการส่งมอบ (NDF) หลังจากค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลง 4.4% ในไตรมาสนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาจขึ้นภาษีศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 พ.ย.67 ว่า นโยบายการเงินของอินโดนีเซียจะมุ่งเน้นที่การรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น เนื่องจากคาดว่าชัยชนะของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกดดันค่าเงินรูเปียห์ให้ผันผวนมากขึ้นในระยะนี้ พร้อมระบุว่ามีความเป็นได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วย โดยในวันเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันทีหลังมีแนวโน้มที่ทรัมป์จะชนะ และกดดันค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 0.6%

ผู้ว่าการแบงก์ชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า จะเน้นการรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ในระยะสั้น โดยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังในกรณีที่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เพราะอาจทำให้แนวทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผชิญความไม่แน่นอน และทำให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น

“ดอลลาร์จะยังคงแข็งค่า บอนด์ยีลด์ และดอกเบี้ยสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับสูง และสงครามการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่กระทบกับทุกประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ และอินโดนีเซีย ในแง่แรงกดดันต่อค่าเงิน กระแสทุนที่ไหลเข้า-ออก และความผันผวนในตลาดการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่แบงก์ชาติต้องรับมืออย่างระมัดระวัง” วาร์จิโย กล่าว

‘ไต้หวัน’ ช่วยบริษัทย้ายฐานออกจากจีน

กัวจือฮุย รัฐมนตรีเศรษฐกิจไต้หวัน กล่าวต่อรัฐสภาไต้หวันว่า ไต้หวันจะช่วยบริษัทในการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพราะเป็นไปได้ที่บริษัทเหล่านี้จะได้ผลกระทบมากจากแผนการขึ้นภาษีของทรัมป์ ซึ่งประกาศไว้ระหว่างการหาเสียงว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจีนถึง 60% จนอาจเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

ทั้งนี้ บริษัทไต้หวันลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในจีนตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยใช้ประโยชน์จากต้นทุนที่ต่ำแต่รัฐบาลไต้หวันกังวลแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีนในการอ้างอธิปไตย กำลังเริ่มสนับสนุนบริษัทย้ายการลงทุนไปที่อื่น และยิ่งมีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้นหลังการเลือกตั้งสหรัฐ

รัฐมนตรีไต้หวัน กล่าวว่า ผลกระทบจากภาษีศุลกากรของทรัมป์ต่อบริษัทไต้หวันที่ผลิตในจีน “ค่อนข้างมาก” ซึ่งรัฐบาลจะช่วยบริษัทไต้หวันให้ย้ายฐานการผลิตเร็วที่สุด

สำหรับความกังวลที่ทรัมป์อาจยกเลิกการอุดหนุนบริษัทผลิตชิปเบอร์หนึ่งจากไต้หวันอย่าง TSMC ที่ลงทุน 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรัฐแอริโซนา สหรัฐนั้น มีแผนฉุกเฉินเตรียมรับมือแล้ว แต่เชื่อว่าเป็นเทรนด์ที่ TSMC จะขยายการผลิตไปสหรัฐมากขึ้น และมีแผนช่วยบริษัทต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานให้ย้ายไปสหรัฐมากขึ้น

‘เกาหลีใต้’ ตั้งหน่วยงานที่ปรึกษาใหม่

ชเวซังม็อก รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ กล่าวในการประชุมกับบรรดาผู้กำหนดนโยบายวานนี้ว่า เกาหลีใต้จะใช้มาตรการเพื่อรับมือผลกระทบจากการเลือกตั้งสหรัฐ โดยคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง “ที่สำคัญ” หากโดนัลด์ ทรัมป์ยังดำเนินการตามที่หาเสียง

“หากนโยบายกลายเป็นจริงจะกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของเรา” ชเว กล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะเปิดตัวหน่วยงานที่ปรึกษาใหม่ เพื่อกำกับดูแลตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กลยุทธ์การค้า และความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ เศรษฐกิจเกาหลีใต้พึ่งการค้าสูงทำให้รัฐบาลกังวลมากต่อผลกระทบการค้าโลกหากทรัมป์ขึ้นภาษีตามแผนที่หาเสียง และส่งผลให้ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี เมื่อคืนวันที่ 6 พ.ย.67 ที่ผ่านมา

โชแทยุล รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า พูดคุยบรรดาที่ปรึกษาคนใกล้ชิดของทรัมป์แล้ว และจะพยายามใช้วิธีทางการทูตทั้งหมดที่มีในการรักษาความร่วมมืออันใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เกาหลีใต้กำลังพิจารณาเพิ่มการนำเข้าพลังงานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐ หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เพื่อลดความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจเพิ่มแรงกดดันต่อพันธมิตรทางการค้าที่รวมถึงเกาหลีใต้ด้วย

แหล่งข่าว เผยว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับ “ดุลการค้า” ที่เกินดุลกับสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงทรัมป์ดำรงตำแหน่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับดุลการค้ามาก ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้อาจต้องผลักดันให้บริษัทในประเทศเพิ่มการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐเพื่อลดดุลการค้าส่วนเกิน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์