background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ธุรกิจขนส่งสินค้าแข่งขันเดือด SCG ตัดใจปิดกิจการ SCG Express

ธุรกิจขนส่งสินค้าแข่งขันเดือด SCG ตัดใจปิดกิจการ SCG Express

ต้องยอมรับว่าการแถลงข่าวของ นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG แบบตรงไปตรงมา ถือเป็นผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ พร้อมยอมรับความท้าทาย ความผิดพลาดของการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง SCG Express ถือเป็นอีกธุรกิจที่ได้ประกาศยกเลิกการดำเนินธุรกิจ

เมื่อย้อนกลับไป 4-5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ถือได้ว่าเป็นอีกดาวเด่นที่หลายบริษัทฯ ต่างลงทุนในธุรกิจขนส่ง และยิ่งทั่วโลกเกิดวิกฤติโควิด-19 ยิ่งทำให้มีสตาร์ทอัพมากมายเกิดขึ้นตามมา พร้อมหั่นโปรโมชั่นอย่างดุเดือน แม้แต่ บริษัท ไปรษีย์ไทย จำกัด ขนส่งรัฐวิสาหกิจยังต้องยอมหั่นกำไรเพื่อออกโปรโมชั่นมาแข่งขัน

ทั้งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะผู้ให้บริการเอกชนเริ่มขาดทุนหนัก อาทิ Kerry Express จากผลการดำเนินงานขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ไตรมาสติด ไม่ต่างอะไรกับ Flash Express ที่ต้องปรับรูปแบบธุรกิจเช่นเดียวกัน

จากผลประกอบการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี งวด 9 เดือนแรก ปี 2567 มีรายได้ 380,660 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน จากปริมาณการขายของเอสซีจี เคมิคอลส์ และเอสซีจีพี โดย EBITDA38,768 ล้านบาท ซึ่งลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไร 6,854 ล้านบาท ลดลง 75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากค่าใช้จ่ายการเดินเครื่องโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals : LSP) ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลง ขณะที่กำไรไม่รวมรายการพิเศษ ลดลง 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สำหรับไตรมาส 3 ปี 2567 มีรายได้ 128,199 ล้านบาท โดย EBITDA 9,879 ล้านบาท กำไร 721 ล้านบาท ลดลง 81% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่า

นายธรรมศักดิ์ เล่าว่า เอสซีจีคาดว่ารายได้ของปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเพียง 3% เพราะเศรษฐกิจโลกผันผวนรุนแรง วัฏจักรปิโตรเคมีทั่วโลกอ่อนตัวลากยาว สงครามตะวันออกกลาง สินค้าจากจีนมาแข่งขันในประเทศมากขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทผันผวน นับเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและมีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้เอสซีจีระมัดระวัง และรัดกุมขึ้นผ่าน 4 แนวทาง คือ

1.ลดต้นทุนภาพรวมองค์กร 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 

2.ลดเงินทุนหมุนเวียนลง 10,000 ล้านบาท ภายในไตรมาส 1 ปี 2568 

3.ขายสินทรัพย์ เพิ่มความคล่องตัวและมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ประกอบกับยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รักษา EBITDA ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ต่อเนื่อง อาทิ เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนโรงงานปูนซีเมนต์ในไทย 50% ภายในปีนี้ การใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติผลิตกระเบื้อง แม่นยำ รวดเร็ว ลดวัสดุเหลือใช้

4.ยกเลิกกิจการที่ไม่ทำกำไร เช่น SCG Express และธุรกิจด้านดิจิทัลเทคโนโลยี OITOLABS ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้มีกิจการที่อยู่ระหว่างการพิจารณายกเลิก โดยหวังว่าธุรกิจอื่นที่จะปิดตัวจะสรุปได้ภายในกลางปีหน้า

"กรุงเทพธุรกิจ" ตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เอสซีจีจะยกเลิกกิจการเพราะไม่ทำกำไร โดยบริษัท เอสซีจี เอ็กซ์เพรส จำกัด แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า จดทะเบียนวันที่ 22 ก.ย.2559 ทุนจดทะเบียน 1,463 ล้านบาท 

สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการให้บริการขนส่งพัสดุด่วนทั้งแบบทั่วไปและพัสดุประเภทอาหารที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์ขยายธุรกิจลูกค้าในตลาด E-Commerce รวมทั้งบริการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B (ธุรกิจถึงธุรกิจ) B2C (ธุรกิจถึงลูกค้าผู้บริโภค) และ C2C (ผู้บริโภคถึงผู้บริโภค)

ในขณะที่ผลดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง โดยปี 2566 ขาดทุน 184 ล้านบาท , ปี 2565 ขาดทุน 247 ล้านบาท , ปี 2564 ขาดทุน 212 ล้านบาท , ปี 2563 ขาดทุน 216 ล้านบาท และปี 2562 ขาดทุน 305 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัท เอสซีจี เอ็กซ์เพรส จำกัด ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ถึงการหยุดขนส่งพัสดุ B2C และการให้บริการตัวแทนจุดพัสดุมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2567

ส่วนบริษัท Oitolabs Technologies Private Limited จำกัด (OITOLABS) ประเทศอินเดีย ที่บริษัทเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (SCG CBM) เข้าไปถือหุ้น 100% ได้เข้าไปซื้หุ้นในปี 2563 จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ของ SCG CBM โดยประเมินว่าจะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวมีมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ หรือ 62.4 ล้านบาท โดย OITOLABS เชี่ยวชาญการพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ ซึ่งมีบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ digital platform development ที่ SCG CBM นำมาพัฒนาธุรกิจยุคดิจิทัลได้รวดเร็ว และตอบโจทย์แผนกลยุทธ์ของ SCG CBM ในการขยายธุรกิจค้าปลีกช่องทางออนไลน์และออฟไลน์สำหรับลูกค้าในอาเซียน

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า เอสซีจียังมีกระแสเงินสด 4.8 หมื่นล้านบาท งบลงทุนทั้งปีที่ 4 หมื่นล้าน ใช้ไปแล้ว 3.4 หมื่นล้าน โดยการแก้เกมระยะยาวเป็นเรื่องจำเป็น การจะรอดพ้นระยะนี้และปีหน้าแค่อดทนเพราะยังมีเงินสด แต่จะให้มีกำไรระยะยาวต้องลดต้นทุน

ทั้งนี้หากจีนไม่แก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจเม็ดพลาสติกจะไหลออก อีกทั้งสิ้นปีของทุกปีผู้ผลิตรายใหญ่อย่างสหรัฐจะดั้มราคาออกมา ทำให้ต้นทุนไตรมาส 4 ราคาพลังงานขึ้นหมด แม้ช่วงนี้ราคาน้ำมันลงเพราะสงครามตะวันออกกลางดูเหมือนไม่บานปลาย

“ปัจจัยบวกปีหน้า คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนถ้าฟื้นจะดีทั่วโลก รวมถึงงบประมาณภาครัฐจะช่วยเสริม ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีหรัฐ แม้ว่าใครจะมาแต่ปัญหาเทรดวอร์ยังไม่หมดและถ้ารุนแรงจะทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในไทย เพราะเพื่อนบ้านปิดประตู แต่ไทยรับหมด รวมถึงการขยายวงสงครามตะวันออกกลางจะส่งกระทบต้นทุนพลังงานและเงินบาทที่ผันผวน”

อย่างไรก็ตาม เอสซีจียังลงทุนอาเซียนต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนจากเวียดนามและอินโดนีเซีย