"ปตท." ชี้ ตลาดอาเซียนเป็นเศรษฐกิจสำคัญ เร่งใช้เทคโนโลยี CCS กักเก็บคาร์บอน และเชื้อเพลิงไฮโดรเจน หนุน ESG ย้ำ การดำเนินธุรกิจต้องสร้างความสมดุล เพื่อการเติบโตระดับโลกอย่างยั่งยืน
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ ASEAN Energy ransition Towards Sustainability ในงาน “ASEAN Economic Outlook 2025: The Rise of ASEAN, A Renewing Opportunity” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ วันนี้ (7 ต.ค.) ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ไปสู่พลังงานที่สะอาดมากขึ้น จะเชื่อมโยงกับความยั่งยื่นอย่างไรให้บาลานซ์สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบว่าอาเซียนมีจำนวนประชากรมากเกือบ 700 ล้านคน ถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ มีวัยทำงานมากขึ้น GDP สูงถึง 6% ของโลก มีการดึงดูดการลงทุนที่ดี ผ่านกรรขับเคลื่อนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าโลกต้องไปสู่พลังงานสะอาดที่การเปลี่ยนแปลงต้องราบรื่นด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัด ทั้ง ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน หรือถ่านหิน โดยถ่านหินและน้ำมันเริ่มมีการใช้ลดลงเพราะมีการปล่อยคาร์บอนสูงกว่าก๊าซธรรมชาติ ดังนั้น ก๊าซฯ จึงยังคงเป็นพลังงานที่สำคัญและยังต้องใช้ต่อเนื่อง อีกทั้ง ในบริบทสำคัญของอาเซียน ก๊าซฯ ถือเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญ ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมา
นายคงกระพัน กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนในอนาคตที่จะมีมากขึ้น ทั้ง โซลาร์ ลม และน้ำ จะต้องใช้เวลา โดยในเซาท์อิสเอเชียยังต้องพึ่งพาก๊าซฯ ซึ่งในเอเชียแปซิฟิกยังต้องมีการนำเข้าก๊าซฯ โดยประเทศไทยพึ่งพาจากในอ่าวไทย 50% และนำเข้าเฉลี่ยอีก 50%
"รัฐบาลได้พยายามผลักดันเจรจาการนำทรัพยากรจากพื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) หรือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เจรจาและใช้มาแล้วกับมาเลเซีย เพราะแม้จะตกลงกันเรื่องเขตแดนไม่ได้ก็ใช้การร่วมใช้ทรัพยากรที่มีค่า มาสร้างพัฒนาเศรษฐกิจความเจริญประเทศได้"
ทั้งนี้ จากการนำก๊าซฯ มาผลิตไฟฟ้าก็ต้องยอมรับว่ามีการปล่อนยก๊าซเรือนกระจกสูงอยู่ จึงต้องทำเรื่องลดการปลดปล่อยคาร์บอนด้วย โดยกลุ่มปตท. จะดำเนินควบคู่ 2 วิธี คือ การพัฒนาโครงการ CCS และการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในส่วนผสมในกลุ่มอุตสาหกรรมตามแผน PDP ประเทศที่สัดส่วน 5% รวมถึงการปลูกป่า เป็นต้น
"CCS เป็นการเอาก๊าซฯ ในอากาศมาเก็บไว้ใต้ดินหรือใต้ทะเล เพื่อลดโลกร้อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้ง อเมาริกา ยุโรป และเอเชียทำมานานแล้ว ดังนั้น ไทยจะมุ่งไปสู่เป้าหมาย Net Zero ก็ต้องมีการนำเทคโนโลยี CCS มาช่วย"
นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญ คือ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเทศจะขับเคลื่อนได้ต้องมีความมั่นคง โดยไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 90% และด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ปตท. จึงมีวิชั่น "แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน" โดยจะต้องมีกำไรมาช่วยประเทศไทยสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
ทั้งนี้ จากการเติบโตของ ปตท. ต้องสร้างความมั่นคงพลังงาน สร้างการเติบโต ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 จะใช้ C3 คือ 1. Climate Resilience Business โดยปรับ Portfolio ลดการปล่อยคาร์บอน 2. Carbon-Conscious Asset อาทิ การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ใช้พลังงานสะอาด อาทิ Hydrogen และ 3. Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All โดยประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มการดูดซับคาร์บอนโดยการปลูกป่า เป็นต้น





