background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘เอกชน’ ลุ้น ‘เศรษฐา’ อยู่ต่อ หวั่นสุญญากาศฉุดเศรษฐกิจ

‘เอกชน’ ลุ้น ‘เศรษฐา’ อยู่ต่อ หวั่นสุญญากาศฉุดเศรษฐกิจ

“เอกชน” มอง 14 ส.ค.67 หากนายกฯ พ้นคดีเป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ไม่เกิดสุญญากาศการเมือง ต่างชาติมองการเมืองไทยให้ความสำคัญเสถียรภาพ หวังสานต่อดึงลงทุน

ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในกรณีการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 14 ส.ค.2567 ซึ่งภาคเอกชนไทย และต่างชาติจับตาถึงสถานะนายกรัฐมนตรีจะได้บริหารประเทศต่อหรือไม่

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนไทย และต่างชาติต้องการเห็นเสถียรภาพรัฐบาล โดยคำวินิฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2567 ทำให้นักธุรกิจตกใจ และมีผลต่อความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักธุรกิจต่างประเทศที่มองว่าปัจจัยเสถียรภาพการเมืองอาจมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนหรือประเทศอื่น ดังนั้นหลายประเทศแย่งนักลงทุน โดยการเมืองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บริษัทต่างชาติพิจารณา ซึ่งอาจให้น้ำหนักต่างกันแต่เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ โดยบางรายชะลอยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับนักธุรกิจเอเชียอาจตกใจแต่ไม่มาก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีคุ้นชินการทำธุรกิจในไทย 30-40 ปี จึงปรับตัวได้ และเข้าใจ ส่วนจีนคงเหมือนกันจึงอาจให้คะแนนตรงนี้ไม่มาก แต่กลุ่มที่ให้คะแนนสัดส่วนสูงจะเป็นแถบอเมริกา และยุโรป ที่ค่อนข้างให้น้ำหนักเสถียรภาพการเมือง

นักลงทุนต่างชาติลังเลการลงทุน และรอดูคำตัดสินเพราะหากเปลี่ยนนายกฯ กังวลว่าคณะทำงานชุดใหม่จะทำตามที่เคยหารือไว้หรือไม่ หรือจะเปลี่ยนนโยบาย ทำให้นักลงทุนต้องรอแต่ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่เป็นผลดี ส่วนกรณีนายกฯ รอดจากคดีและอยู่ในตำแหน่งมองว่าความรู้สึกนักลงทุนจะดีขึ้น เพราะนโยบายเดินหน้าต่อ"

1 ปี ตั้งใจทำงาน-ปรับ-รับกลไกภาครัฐ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การดำเนินงานของนายเศรษฐา ช่วง 1 ปี มีความเข้าใจ กระตือรือร้น และตั้งใจสูง โดยการที่มาจากภาคธุรกิจที่ไม่มีประสบการณ์การเมืองอาจต้องใช้เวลาปรับตัวสู่กลไกภาครัฐ ซึ่งช่วง 3-4 เดือนแรก หลังปรับตัวได้ นายกฯ เดินสายดึงนักลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจต่างชาติ เพื่อสื่อสารว่าไทยพร้อมรับการลงทุน และต้องการอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นทิศทางอนาคต ซึ่งปีแรกทำผลงานผ่านจึงอยากให้สานงานต่อ

นอกจากนี้ เอกชนสื่อสารมาตลอดต้องการให้มีนโยบายประคองผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมดั่งเดิม โดยเฉพาะลดต้นทุนเพราะอุตสาหกรรมดั่งเดิมมีมูลค่าเพิ่มต่ำกำไรน้อย โดยส่วนใหญ่มีต้นทุนทั้งค่าไฟ ค่าแรง และค่าน้ำมัน

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ระยะสั้นรัฐบาลต้องช่วยอุตสาหกรรมให้รอดชีวิต และปรับโครงสร้างภาคการผลิต เพื่อพัฒนาสู่อุตสาหกรรมใหม่ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม รวมถึงการแก้ปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมาแย่งตลาด

“หอการค้า” หวั่นพ้นตำแหน่งเกิดสุญญากาศ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ พบว่าความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เป็นผลมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวการพิจารณาคดีทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 14 ส.ค.67 นี้ 

ทั้งนี้ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเกิดสุญญากาศระยะสั้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นประเทศ และมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2567 ที่ระดับ 0.3% ทั้งนี้เมื่อพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจปัจจุบันถึงปลายปีนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสน้อยที่จะเติบโตเพราะเผชิญปัญหาเสี่ยงหลายด้าน

สำหรับการประเมินผลการทำงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเข้ามาช่วงที่มีโจทย์ยากด้านเศรษฐกิจทั้งความไม่ชัดเจนของสงคราม การจัดทำ และการใช้จ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาช่วงแรกอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลมาถูกทางคือ การเร่งการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายเชิงรุกเปิดประเทศรับนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากมาตรการยกเลิกวีซ่าเข้าไทย ซึ่งการท่องเที่ยวปี 2567 จะโดดเด่น และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติตามเป้าหมาย 36-37 ล้านคน

“ต้นทุน-ค่าครองชีพ” กระทบปากท้องประชาชน

ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเติบโตดี แต่กำลังซื้อ และภาคการผลิตยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะปัจจัยที่เกิดจากต้นทุน และค่าของชีพที่สูง รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง 

ขณะที่ไทยยังขาดการลงทุนจากต่างชาติที่เป็นเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง เช่น อุตสาหกรรมชิป และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไทยยังอยู่อุตสาหกรรมประเภทเดิมที่สวนทางกับความต้องการตลาดโลก แต่รัฐบาล และ BOI เร่งทำงานเชิงรุกเพื่อดึงการลงทุนเพิ่ม โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกปีนี้ (ม.ค.- มิ.ย.) มี 1,412 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 458,359 ล้านบาท

นายกฯ หลุดกระทบท่องเที่ยวระยะสั้น

นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ภาคท่องเที่ยวอ่อนไหวกับประเด็นความปลอดภัย และความเชื่อมั่นทางการเมือง หากรัฐบาลมีเสถียรภาพจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการทำตลาด แต่ถ้าสถานการณ์ไม่แน่นอน 50:50 แบบนี้จะทำให้เดินหน้าได้ไม่สุดเพราะทุกคนต้องลุ้นรอผล

อย่างไรก็ตาม หากนายเศรษฐา พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จะกระทบภาคท่องเที่ยวระยะสั้น แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลต้องขับเคลื่อนนโยบายท่องเที่ยวต่อ เพราะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างรายได้ตอนนี้

“รัฐบาลมีโจทย์ใหญ่ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึงเป้าหมาย 36.7 ล้านคน ปีนี้ หลังจาก 7 เดือนแรกมียอด 20 ล้านคน เท่ากับช่วง 10 เดือนแรก ต้องทำให้ได้ 30 ล้านคน เพื่อไฮซีซัน 2 เดือนสุดท้ายดึงเข้าไทยอีก 6 ล้านคน กลยุทธ์สำคัญต้องกระตุ้นยอดผ่านผู้ประกอบการเรียลเซกเตอร์ ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์ เพราะมีปัญหากำลังซื้อนักท่องเที่ยวลดลงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกชะลอ”

หากไม่รอดหวั่นกระทบ ศก.ระยะสั้น

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากคำวินิจฉัยออกมา กรณีนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน สามารถบริหารประเทศต่อไป มองว่าเศรษฐกิจประเทศยังคงอยู่ในภาวะ “ทรงตัว” ซึ่งต้องมีมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

ส่วนกรณีนายกฯ ถูกตัดสินว่าผิดต้องออกจากตำแหน่งนั้นจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะสั้น และนโยบายที่เกิดจากแนวคิดของนายกรัฐมนตรีคงยุติลง แต่นโยบายที่มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีเสียงมากที่สุดในพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะขับเคลื่อนต่อได้ ภายใต้การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หากยังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมแนวทางการบริหารประเทศจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายมากนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นเช่นกัน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์