ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ หารือ ธปท.แจงยอดผลิตยอดขายติดลบหนัก ยื่นข้อเสนอแบงก์ชาติช่วยแก้ปัญหาสินเชื่อถูกตีกลับ ชี้ กำลังซื้อบางกลุ่มยังมี เช่น อาชีพอิสระ แต่แบงก์หว่านแหไม่อนุมัติสินเชื่อ คาดเศรษฐกิจแย่ แบงก์กลัวหนี้เสีย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชิญผู้ประกอบการ และสมาคมต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมหารือแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2567
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เช่น สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วน สมาคมสินเชื่อยานยนต์ สมาคมผู้ประกอบการรถใช้แล้ว
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ชี้แจงให้ ธปท.รับทราบเป็นประเด็นสินเชื่อรถถูกสถาบันการเงินตีกลับ โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศมีส่วนการซื้อด้วยเงินสด 20% และสินเชื่อเช่าซื้อ 80%
ปัจจัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขาย และยอดการผลิตรถยนต์ในช่วง 4 เดือน แรกของปี 2567 ลดลงมาก โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนม.ค.- เม.ย.2567 มีจำนวน 518,790 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว 17.05%
นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า ธปท.เชิญผู้ประกอบการยานยนต์ประชุมเป็นประจำทุกปี เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ โดยการประชุมรอบนี้ประชุมพร้อมกันในรูปแบบ Roundtable
ทั้งนี้ ประเด็นหลักในการหารือครอบคลุมสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งการผลิต การตลาด สินเชื่อ รถมือสอง รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) โดยเฉพาะสาเหตุภาวะถดถอยด้านตลาดและการผลิต เช่น กำลังซื้อของผู้บริโภค และความเข้มงวดของสถาบันการเงิน
ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายระบุว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมี แต่การที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ มีผลทำให้ตลาดถดถอย แต่ก็เข้าใจได้ว่า สถาบันการเงินก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น หลังจากเกิดภาวะหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาก
"ธปท.ระบุว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไข โดยไม่กระทบทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพ และไม่ให้กระทบการดำเนินการของสถาบันการเงิน" นายกฤษฎา
รวมทั้ง ได้หารือกรณีผู้บริโภคมีกำลังซื้อแต่ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ เพราะเป็นกลุ่มอาชีพที่ไม่มีรายได้ประจำ และอยู่นอกระบบภาษี แต่มีจำนวนมาก ดังนั้นหากแก้ปัญหานี้ได้ และจัดทำข้อมูลผู้บริโภคชัดเจนขึ้นจะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย เช่น รายได้หรือสินทรัพย์ของผู้บริโภค โดยภาครัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น และผู้บริโภคผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และส่งผลต่อตลาดรถยนต์ดีตามไปด้วย
นอกจากนี้สิ่งที่หารือกันก็คือ เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดถึงปัจจุบันที่การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐล่าช้าทำให้โครงการใหญ่ภาครัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างเงินหมุนเวียนไม่ได้
รวมถึงได้หารือสถานการณ์การแข่งขันด้านราคา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีสต็อกสินค้าเกินความต้องการของตลาด เนื่องจากหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย การผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น แต่เมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้มีสต็อกเพิ่มจึงต้องเร่งระบายสต็อกออกไป แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก เมื่อสต็อกเข้าสู่ภาวะสมดุลจะทำให้การแข่งขันด้านราคาจะลดลงไป
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธาน และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวโน้มการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย GDP ประเทศเติบโตเพียง 1.5% ขณะที่หนี้เสีย (NPL) โตสูงกว่าเศรษฐกิจที่ 3%
ดังนั้น แต่ GDP ขยายตัว 5-6% จะเห็นทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น และทำให้สถาบันการเงินมั่นใจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้ ธปท.หารือสถาบันทางการเงินในการดูแลเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ
"กลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.พูดเรื่องสินเชื่อรถที่ถูกตีกลับมาเป็นปีแล้ว รวมถึงเรื่องของงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้าได้กระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในภาพรวม" นายสุรพงษ์ กล่าว
สำหรับสัดส่วนการซื้อรถด้วยใช้เงินสด และสินเชื่อแบ่งเป็นการผ่อนกว่า 80% ส่วนประเด็นที่หลายคนบอกว่ากลุ่มอาชีพอิสระแม้จะมีกำลังซื้อแต่ก็ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ เนื่องจากไม่มีหลักประกันมั่นคง เพราะธนาคารจะต้องดูหลักฐานทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงผู้ค้ำประกันด้วย เพราะธนาคารก็ต้องกู้เงินมาเพื่อให้ได้ผลต่าง ซึ่งหากความเสียหายมากกว่าผลต่างก็ขาดทุน
รายงานข่าวระบุว่า หากดูสถานการณ์สินเชื่อรถยนต์ในปัจจุบันถือว่าน่าห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะข้อมูลหนี้เสียและหนี้ค้างชำระสินเชื่อรถยนต์ทั้งระบบ โดยข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่า ครัวเรือนไทยทั้งระบบ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท ในนี้มีสินเชื่อรถยนต์ ที่เป็นหนี้เสียแล้ว 2.38 แสนล้านบาท เติบโต 32%
ทั้งนี้หากเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และมีหนี้ค้างชำระหรือ (SM) ที่ค้างชำระหนี้ไม่เกิน 90 วัน อีก 2 แสนล้านบาท และมีหนี้รถยนต์ที่กำลังปรับโครงสร้างอีก 3.9 หมื่นล้านบาท
รวมทั้งหากดูรายละเอียดพบว่า กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย และค้างชำระทั้งหมดส่วนใหญ่มาจาก GenY ที่มีหนี้เสียรถยนต์แล้ว 4.15 แสนสัญญา หรือบัญชี ซึ่งคิดเป็นยอดวงเงินรวม 1.28 แสนล้านบาท และกำลังเป็นหนี้เสีย (SM) อีก 2.98 แสนสัญญา หรือ 1.14 แสนล้านบาท ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มพบว่ามีลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย และค้างชำระแล้ว 7.13 แสนบัญชี ซึ่งคิดเป็นยอดสินเชื่อ 2.4 แสนล้านบาท
นางสาวอลิศรา มหาสันทนะ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.กล่าวว่า วันที่ 17 มิ.ย.2567 ธปท.เชิญผู้ประกอบการ และสมาคมต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมหารือแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน
ทั้งนี้การหารือดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อภาวะ และแนวโน้มธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องกฎเกณฑ์ หรือ เกณฑ์กำกับควบคุมหรือดูแลธุรกิจยานยนต์แต่อย่างใด รวมถึงมีการอัปเดตสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในด้านต่างๆ
รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองภาวะ และแนวโน้มธุรกิจแล้ว และได้หารือถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของธุรกิจ อุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับความท้าทายที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และการปรับตัวเพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจในระยะข้างหน้า
“การหารือนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โดยการรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ ของแบงก์ชาติ ที่ทำมาต่อเนื่องกับหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยในการประเมินภาพเศรษฐกิจเพื่อการทำนโยบาย และมาตรการของแบงก์ชาติต่อไป” นางสาวอลิศรา กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





