วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

'คลัง' เข็นมาตรการฟื้น 'ตลาดหุ้น' จ่อเคาะ 'กองทุนระยะยาว' หนุนการลงทุน

'คลัง' เข็นมาตรการฟื้น 'ตลาดหุ้น' จ่อเคาะ 'กองทุนระยะยาว' หนุนการลงทุน

“คลัง” มั่นใจเชื่อมั่นตลาดหุ้นฟื้น “พิชัย” ขอเวลาทำงานอีกนิด ก่อนออกชุดมาตรการ ดันกองทุนลักษณะ LTF แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ “จุลพันธ์” พร้อมปรับเงื่อนไขกองทุน Thai ESG ขยายลิสต์หุ้น ถือครองสั้นกว่า 10 ปี “เฟทโก้-สมาคม บลจ.” ขอนัดพบ รมว.คลัง ยื่นเสนอกองทุนภาษี หนุนหุ้นไทยคึกคัก

ความเคลื่อนไหวดัชนี SET Index วันที่ 18 มิ.ย.2567 ไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,300 จุดได้ โดยปิดตลาดดัชนีอยู่ที่1,297.41 จุด เพิ่มขึ้น 0.82 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) 38,015.41 ล้านบาท โดยพบว่านักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” 1,740.94 ล้านบาท ซึ่งหลังจากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีแผนที่เพิ่มความเชื่อมั่นตลาดหุ้น

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยรัฐบาลจะมีมาตรการที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นแน่นอน และจะทยอยออกมาเป็นช่วงๆ

“ตลาดหุ้นจะดีขึ้นแน่นอนครับ ขอเวลาอีกนิดนึง มาตรการต่างๆจะไล่กันออกมา” นายพิชัย กล่าว

ส่วนมาตรการที่เป็นกองทุนหุ้นระยะยาวเหมือนที่เคยมีมาตรการกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund: LTF)

จะมีออกแน่นอนแต่จะเปลี่ยนชื่อใหม่ ส่วนมาตรการจะถือครองนานแค่ไหนอยู่ที่จะออกแบบว่าอยากให้เป็นการเก็บออมในหุ้น (Saving) หรือไม่ ถ้าให้เป็น Saving จะต้องถือยาว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการและกลไกที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนและเรียกความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง LTF หรือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG Fund) ซึ่งต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้อย่างคุ้มค่ากับเงินที่จะลงไปในตลาดทุน

ทั้งนี้ สถานการณ์ตลาดทุนไทยในปัจจุบันยังมีปัจจัยกดดันในเรื่องความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปทีละเรื่องก็เชื่อว่าความมั่นใจในตลาดจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นจึงไม่กังวลในเรื่องของความผันผวนในระยะสั้นมากนัก แต่ในฐานะรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูเรื่องโครงสร้างระยะยาวในการเติบเงินหมุนเวียนในตลาดทุน

“ตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาเป็นบวกแล้ว พอมีข่าวเรื่องของอดีตนายกรัฐมนตรีออกมา อย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นระยะสั้น ซึ่งคงไม่ออกมาตรการเนื่องจากการแกว่งตัวในระยะสั้น พอผ่านพ้นการวินิจฉัยไปทีละเรื่อง เคลียร์ไปทีละเรื่องก็จะกลับสู่ระดับปกติ โดยกลไก 2 ตัวข้างต้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและต้องใช้เวลา”

รอเคาะรูปแบบกองทุน LTF-ESG

ทั้งนี้โดยพื้นฐานกองทุนรวมหุ้น LTF และ Thai ESG มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งกองทุน Thai ESG จะรวมเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นมาตรการที่จะออกมาจะเลือกเพียงตัวใดตัวหนึ่ง โดยจะพิจารณาปรับเงื่อนไข 2 เรื่อง คือ 

1.ความครอบคลุมของหุ้นที่อยู่ในกองทุน โดยจะขยายขอบเขตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนให้กว้างขึ้น เพราะลิสต์ที่เคยทำยังไม่ครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

2.การวางกรอบระยะเวลาให้เหมาะสม เนื่องจากในระยะแรกที่มีการออกกองทุน Thai ESG ระยะเวลาค่อนข้างสั้นทำให้หลายคนเข้าร่วมไม่ทัน ดังนั้นจึงต้องวางกลไกที่เหมาะสม

“สำหรับเรื่องระยะเวลาการถือครองคาดว่าจะกำหนดให้สั้นกว่า 10 ปีแน่นอน เพราะถ้านานเกินไปจะไม่จูงใจนักลงทุน อย่างไรก็ตามในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด”

ทั้งนี้ LTF เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพในระบบตลาดทุนไทย ซึ่งเงินลงทุนใน LTF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งปี และไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทิน

โดยการซื้อกองทุน LTF เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2562 ปัจจุบันมีกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) มาแทน ขณะที่กองทุน Thai ESG เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ในไทยที่มีโครงการโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน และต้องได้รับการรับรอง SET ESG Ratings ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่น้อยกว่า 80% ของทรัพย์สินสุทธิ

โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงทุนเป็นเวลา 8 ปีขึ้นไปนับจากวันที่ลงทุน ทั้งนี้กำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนจะไม่เสียภาษี

‘เฟทโก้-สมาคม บลจ.’ รอพบ รมว.คลัง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ขณะนี้ FETCO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ตามแนวคิดของ รมว.คลัง ซึ่งปัจจุบันยังรอทางกระทรวงการคลังนัดวันเพื่อเข้าประชุมหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการ FETCO เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางเฟทโก้ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันกองทุน LTF ตามแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วทั้งสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

โดยทุกฝ่ายมีมติเห็นชอบร่วมกันในแนวทางการนำเสนอกองทุนตามแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ AIMC ได้ส่งหนังสือเพื่อขอหารือและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว

“มองว่ากองทุน LTF เป็นส่วนหนึ่งช่วยหนุนบรรยาการการลงทุนหุ้นไทยทั้งดัชนีและวอลุ่มได้ ครึ่งปีหลัง วอลุ่มปรับตัวดีขึ้น อีกด้านหนึ่งมองว่า มีโอกาสที่กำไรธุรกิจ บล.จะฟื้นกลับมา”

มั่นใจเงื่อนไขใหม่ตรงใจนักลงทุน

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ในการประชุม FETCO ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายมีมติเห็นชอบร่วมกันในแนวทางการนำเสนอกองทุนตามแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

ทั้งนี้ ได้ส่งหนังสือเพื่อขอหารือและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว และขณะนี้ยังต้องรอนัดเข้าประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป

“ในส่วนรายละเอียดต่างๆ ของกองทุนภาษีที่เห็นชอบร่วมกันทุกฝ่ายในครั้งนี้ ยังไม่สามารถเปิดเผยในขณะนี้ได้ ทั้งวงเงินลดหย่อนภาษี ระยะเวลาการถือครอง รวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆ แต่ที่แน่นอนคือ กองทุนภาษีที่นำเสนอรอบนี้เน้นลงทุนหุ้นไทย 100% ซึ่งเราพร้อมสนับสนุนตามแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ว่าอย่างไรหากได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ มั่นใจว่าจะตรงใจนักลงทุนและเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยได้แน่นอน”

หนุนฟื้นกองทุน LTF

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึง แนวทางผลักดันกองทุน LTF ตามแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า FETCO มีข้อเสนอทั้งการปรับเงื่อนไขระยะเวลาลงทุนของกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) สั้นลงใกล้เคียงกับกองทุน LTF หรือยกเลิกกองทุน SSF นำกองทุน LTF กลับมาใช้แทนหรือจะเปลี่ยนชื่อกองทุนก็สามารถทำได้

รวมถึงมองโอกาสขอปรับเงื่อนไขระยะเวลาลงทุนกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) สั้นลงจาก 8 ปี และการขยายวงเงินลงทุนเพิมเดิม เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนให้สนใจมากขึ้น พร้อมเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ สำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี ตามที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้ทำการศึกษาและมาแนวคิดที่นำมาเสนอ เช่น กองทุนเพื่อการออมเงินสำหรับการศึกษาของบุตร เป็นต้น